Migration Guide

เปลี่ยนจากโปรแกรมบัญชีเป็น ERP ต้องเตรียมอะไร ย้ายผังบัญชี ยอดยกมา และวันตัดระบบ

คู่มือสำหรับธุรกิจที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเปลี่ยนระบบบัญชีเป็น ERP และอยากให้ตัวเลขข้ามไปครบ งานประจำไม่สะดุด ตั้งแต่ข้อมูลที่ต้องเคลียร์ก่อนย้าย ไปจนถึงวันที่ปิดระบบเก่าได้

คำตอบสั้นๆ

เปลี่ยนระบบบัญชีเป็น ERP มีหกขั้น คือ เคลียร์ข้อมูลค้างในระบบเดิม ออกแบบผังบัญชีใหม่พร้อมตารางจับคู่ เตรียมข้อมูลหลัก ยกยอดยกมาเป็นรายตัว ตัดระบบที่วันแรกของรอบบัญชีหรืออย่างน้อยวันแรกของเดือน แล้วรันระบบเก่ากับ ERP คู่กันอย่างน้อยหนึ่งรอบปิดเดือน ERP ระดับ SME ใช้เวลาราว 4–6 เดือนตั้งแต่สรุปขอบเขตงานจนเปิดใช้จริง ส่วนที่มักทำให้ช้ากว่าแผนคือข้อมูลเดิมที่ต้องเคลียร์ ไม่ใช่การติดตั้งระบบ

สัญญาณว่าโปรแกรมบัญชีเดิมไม่พอแล้ว

ถ้าทีมต้องคีย์ข้อมูลเดียวกันลงหลายที่ทุกวัน หรือเปิดสาขาใหม่แล้วรวมรายงานไม่ได้ นั่นคือจุดที่โปรแกรมบัญชีเริ่มเป็นคอขวด โปรแกรมบัญชีออกแบบมาให้ทำงานบัญชีได้ดี แต่ไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นที่เก็บตัวเลขสต๊อก จัดซื้อ และงานขายของทั้งบริษัท

ก่อนเริ่มย้าย ให้ตอบให้ได้ก่อนว่าปัญหาจริงอยู่ที่ไหน บางธุรกิจไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ แค่เพิ่มระบบสต๊อกหรือระบบขายที่ต่อเข้ากับโปรแกรมบัญชีเดิมก็พอ ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้อ่านความต่างระหว่างสองแบบก่อน

  • คีย์ข้อมูลซ้ำระหว่างโปรแกรมบัญชี Excel และระบบขายทุกวัน
  • สต๊อกในระบบไม่ตรงกับของจริง หรือรู้ตัวเลขช้าไปหลายวัน
  • แต่ละสาขาหรือแต่ละคลังมีไฟล์ของตัวเอง ต้องมีคนรวมมือทุกสิ้นเดือน
  • ผู้บริหารต้องรอฝ่ายบัญชีรวมไฟล์ก่อนถึงจะเห็นต้นทุนหรือกำไรต่อสินค้า

เปลี่ยนระบบบัญชีเป็น ERP ต้องเตรียมอะไรบ้าง

การเปลี่ยนระบบไม่ได้สะดุดตรงการติดตั้ง แต่สะดุดตรงข้อมูลเดิมกับวันตัดเปลี่ยนต่างหาก ถ้าวางลำดับงานไว้ดี ช่วงเปลี่ยนก็ผ่านไปโดยงานประจำไม่ต้องหยุด

งานที่ต้องทำก่อนเพื่อนคือย้ายผังบัญชี เพราะ ERP ผูกผังบัญชีเข้ากับสต๊อก จัดซื้อ และงานขายทั้งหมด ผังที่วางไว้ตอนใช้โปรแกรมบัญชีมักออกแบบมาเพื่อออกงบการเงินอย่างเดียว พอยกเข้า ERP ตรงๆ ก็มักเจอว่าแยกต้นทุนตามสาขาหรือตามสายสินค้าไม่ได้

วิธีที่ปลอดภัยคือตัดเปลี่ยนที่รอบบัญชี ไม่ใช่กลางเดือน แล้วให้ระบบเก่ากับระบบใหม่เดินคู่กันสักรอบหนึ่งก่อนปิดระบบเก่า ตรงนี้แหละที่คนมักใจร้อน แล้วไปเจอปัญหาตอนปิดงบ

  • ผังบัญชี ทบทวนก่อนย้ายว่าต้องเพิ่มมิติอะไรบ้าง เช่น ศูนย์ต้นทุน สาขา หรือสายสินค้า
  • ยอดยกมา ยอดคงเหลือทุกบัญชี ณ วันตัดเปลี่ยน ต้องกระทบกับงบทดลองของระบบเดิมให้ตรงก่อน
  • ข้อมูลหลัก รายชื่อลูกค้า ผู้ขาย และรายการสินค้า พร้อมรหัสที่จะใช้ต่อในระบบใหม่
  • เอกสารค้าง ใบสั่งซื้อ ใบสั่งขาย ลูกหนี้และเจ้าหนี้ที่ยังไม่ปิด ย้ายเข้าไปเป็นรายการเปิด
  • ข้อมูลย้อนหลัง ส่วนใหญ่ไม่ต้องย้ายทั้งหมด เก็บระบบเก่าไว้อ่านอย่างเดียวก็พอสำหรับการตรวจสอบ
  • วันตัดเปลี่ยน เลือกวันแรกของรอบบัญชีใหม่ แล้วแจ้งล่วงหน้าว่าให้หยุดคีย์ในระบบเก่าเมื่อไหร่

ย้ายผังบัญชีเข้า ERP ต้องทำยังไง

ย้ายผังบัญชีเข้า ERP คือการทำตารางจับคู่ว่าบัญชีเดิมแต่ละตัวไปอยู่ตรงไหนในผังใหม่ แล้วพิสูจน์ด้วยตัวเลขว่าจับคู่ถูก ไม่ใช่ก๊อปผังเดิมไปวางทั้งชุด ผังเดิมมักมีบัญชีที่เปิดแยกตามสาขาหรือตามสายสินค้า เพราะโปรแกรมบัญชีไม่มีทางแยกแบบอื่น ใน ERP ส่วนนี้ควรย้ายไปเป็นมิติ เช่น สาขาหรือศูนย์ต้นทุน ผังบัญชีจะเหลือเฉพาะบัญชีที่ใช้ออกงบการเงินจริง และสั้นลงกว่าเดิมมาก

ลำดับงานเริ่มจากส่งออกผังบัญชีกับงบทดลองของเดือนล่าสุดที่ปิดแล้ว ออกแบบผังใหม่พร้อมมิติที่ต้องการ แล้วทำตารางจับคู่ โดยเก็บรหัสบัญชีเดิมไว้ในช่องอ้างอิงของผังใหม่ด้วย เวลาย้อนไปดูตัวเลขปีก่อนจะได้ตามรอยได้

ตารางจับคู่ทดสอบได้ด้วยตัวเลขของคุณเอง ให้แปลงงบทดลองเดือนนั้นผ่านตาราง ถ้ายอดรวมเดบิตกับเครดิตยังเท่ากัน และยอดแต่ละบัญชีใหม่เท่ากับผลรวมของบัญชีเดิมที่จับคู่ไว้ ตารางนั้นก็ใช้ได้ บัญชีเดิมหลายตัวรวมเป็นบัญชีใหม่ตัวเดียวได้ไม่มีปัญหา ที่ต้องระวังคือบัญชีเดิมตัวเดียวที่ต้องแตกเป็นหลายบัญชีหรือหลายสาขา ตรงนั้นต้องมีคนแบ่งยอดเองและเก็บหลักฐานการแบ่งไว้

ก่อนเริ่มจับคู่ ให้เคลียร์ของค้างในระบบเดิมให้เรียบร้อย ยอดที่ผิดอยู่แล้วถ้ายกเข้าไปด้วย จะกลายเป็นยอดยกมาที่ไม่มีใครอธิบายได้ในระบบใหม่ และแก้ยากกว่าแก้ในระบบเดิมหลายเท่า

  • บัญชีพักและบัญชีรอตรวจสอบ หาที่ลงให้ได้จนยอดเป็นศูนย์ อย่ายกยอดค้างข้ามระบบ
  • เงินฝากธนาคาร กระทบยอดกับ statement ให้ครบถึงเดือนล่าสุด
  • ลูกหนี้และเจ้าหนี้ค้างนาน ไล่ดูว่ายังค้างจริงไหม ยอดที่ผิดให้แก้ในระบบเดิม
  • รายชื่อลูกค้าและผู้ขายที่ซ้ำกัน รวมให้เหลือรหัสเดียว และเติมเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ครบ เพราะใช้ออกใบกำกับภาษีและหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • รหัสสินค้า เลิกใช้รหัสที่ไม่ขายแล้ว และรวมสินค้าตัวเดียวที่มีหลายรหัส
  • บัญชีที่เลิกใช้แล้ว ปิดไว้ในผังเดิม ไม่ต้องย้ายตามไป

ยอดยกมาใน ERP ต้องยกอะไรบ้าง และควรตัดเปลี่ยนวันไหน

ยอดยกมาคือยอดคงเหลือทุกบัญชี ณ สิ้นวันก่อนวันตัดเปลี่ยน ดึงมาจากงบทดลองของระบบเดิม แต่ใน ERP ยอดรวมอย่างเดียวไม่พอ บัญชีที่มีงานอื่นผูกอยู่ต้องยกเป็นรายตัว ไม่อย่างนั้นระบบใหม่จะรู้ยอดแต่ทำงานต่อไม่ได้ เช่น รู้ว่าลูกหนี้รวมเท่าไหร่ แต่ตัดรับชำระกับใบแจ้งหนี้ใบไหนไม่ได้

วันตัดเปลี่ยนที่ดีที่สุดคือวันแรกของรอบบัญชีใหม่ งบทั้งปีจะมาจากระบบเดียว ส่วนตัวเลขเปรียบเทียบของปีก่อนก็ดึงจากระบบเดิมที่ปิดงบไปแล้ว ถ้ารอถึงต้นปีไม่ได้ อย่างน้อยให้ตัดที่วันแรกของเดือน เพราะภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และภาษีหัก ณ ที่จ่ายยื่นเป็นรายเดือน ตัดกลางเดือนเมื่อไหร่ แบบยื่นเดือนนั้นก็ต้องรวมตัวเลขจากสองระบบทันที

ถ้าตั้งใจตัดเปลี่ยนต้นรอบบัญชี ให้นับถอยหลังจากวันนั้น ERP ระดับ SME ใช้เวลาวางระบบราว 4–6 เดือน ถ้าเริ่มช้าจนไม่ทันต้นปี การเลื่อนไปต้นเดือนถัดไปปลอดภัยกว่าการเร่งเปิดใช้ทั้งที่ยังทดสอบไม่ครบ

  • วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ ใช้วิธีเดิมต่อไป เช่น ถัวเฉลี่ยหรือเข้าก่อนออกก่อน ถ้าอยากเปลี่ยนวิธีตอนย้ายระบบ ให้คุยกับผู้สอบบัญชีก่อน เพราะทางภาษีต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากร
  • เลขที่ใบกำกับภาษี ระบบใหม่ต้องไม่ออกเลขซ้ำกับที่ระบบเดิมออกไปแล้ว ตกลงชุดเลขใหม่ให้ชัดก่อนวันแรก
  • ตรวจนับสต๊อก นับให้ใกล้วันตัดเปลี่ยนที่สุด แล้วปรับยอดในระบบเดิมให้ตรงก่อนยกมา
  • เอกสารที่ออกคร่อมวัน เช่น ใบสั่งซื้อที่ของยังมาไม่ครบ ตกลงให้ชัดว่าเปิดต่อในระบบไหน
ยอดยกมาที่ต้องยกเป็นรายตัว และต้องตรงกับอะไรก่อนเริ่มใช้
บัญชียกมาแบบไหนต้องตรงกับอะไร
ลูกหนี้การค้ารายใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระ พร้อมวันครบกำหนดยอดลูกหนี้ในงบทดลองเดิม
เจ้าหนี้การค้ารายใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ได้จ่าย พร้อมวันครบกำหนดยอดเจ้าหนี้ในงบทดลองเดิม
สินค้าคงเหลือจำนวนและต้นทุนต่อหน่วย แยกตามรายการสินค้าและคลังยอดสินค้าคงเหลือในบัญชี และผลตรวจนับจริงใกล้วันตัดเปลี่ยน
สินทรัพย์ถาวรรายตัว ทั้งราคาทุน ค่าเสื่อมราคาสะสม และอายุการใช้งานที่เหลือทะเบียนสินทรัพย์เดิม และยอดในงบทดลอง
เงินสด เงินฝาก และบัญชีอื่นยอดรวมรายบัญชีงบทดลองเดิม และ statement ธนาคาร ณ วันเดียวกัน

ควรรันระบบเก่ากับ ERP คู่กันนานแค่ไหน

อย่างน้อยหนึ่งรอบปิดเดือน เดินคู่กันแปลว่าคีย์รายการจริงลงทั้งสองระบบ แล้วปิดเดือนทั้งสองฝั่งมาเทียบกัน ถ้าตัวเลขตรงตามเกณฑ์ที่ตกลงไว้ ก็เลิกใช้ระบบเก่าได้ ถ้าไม่ตรง ให้หาสาเหตุให้เจอก่อน แล้วเดินคู่อีกรอบ

การเดินคู่มีต้นทุนจริง ทีมบัญชีต้องทำงานสองเท่าตลอดช่วงนั้น จึงไม่ควรลากยาวเกินจำเป็น สิ่งที่ช่วยให้จบเร็วคือตกลงเกณฑ์ผ่านไว้ก่อนเริ่ม ว่าต้องเทียบรายงานอะไรบ้าง และต่างกันได้แค่ไหน

พอผ่านเกณฑ์แล้ว ให้ล็อกระบบเก่าเป็นอ่านอย่างเดียว ไม่ต้องลบทิ้ง และไม่ต้องย้ายข้อมูลย้อนหลังทั้งหมดเข้า ERP พระราชบัญญัติการบัญชีกำหนดให้เก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี ระบบเก่าที่ยังเปิดดูได้ก็ตอบคำถามผู้สอบบัญชีหรือเจ้าหน้าที่สรรพากรได้เลย ถ้าเป็นโปรแกรมแบบจ่ายรายเดือนที่จะเลิกต่ออายุ ให้ส่งออกรายงานหลักทุกเดือนเก็บเป็นไฟล์ไว้ก่อนสัญญาหมด เพราะพอหมดสัญญาแล้วอาจเข้าไปดูไม่ได้อีก

  • งบทดลอง ยอดรายบัญชีต้องตรงกันหลังแปลงผ่านตารางจับคู่
  • รายงานอายุลูกหนี้และเจ้าหนี้ ยอดค้างของลูกค้าและผู้ขายแต่ละรายต้องตรงกัน
  • ยอดสต๊อกและมูลค่าสต๊อก เทียบแยกคลัง และเทียบกับการนับจริง
  • รายงานภาษีซื้อภาษีขาย และยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเดือน ต้องได้แบบยื่นชุดเดียวกัน
  • งบกระทบยอดเงินฝากธนาคาร ต้องทำจากระบบใหม่ได้ครบ

ข้อมูลจากโปรแกรมบัญชีเดิม ต้องส่งออกอะไรบ้าง

ส่งออกทุกอย่างที่ ERP ต้องใช้ทำงานต่อ และทุกอย่างที่ผู้สอบบัญชีอาจขอดูย้อนหลัง ก่อนวันที่สิทธิ์เข้าระบบเดิมจะหมด โปรแกรมบัญชีส่วนใหญ่ส่งออกรายงานเป็น Excel หรือ CSV ได้ แต่แต่ละเจ้าส่งออกได้ไม่เท่ากัน บางรายงานออกได้แค่ PDF ซึ่งอ่านเก็บได้แต่นำเข้าระบบใหม่ไม่ได้

วิธีที่ปลอดภัยคือลองส่งออกจริงหนึ่งรอบตั้งแต่ช่วงวางแผน แล้วเปิดดูว่าไฟล์มีรหัสครบไหม เช่น รหัสลูกค้า รหัสสินค้า เลขที่เอกสารอ้างอิง ถ้าขาดรหัส การจับคู่ข้อมูลตอนนำเข้าจะต้องทำมือ ซึ่งกินเวลามากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด ถ้าโปรแกรมเดิมเป็นแบบจ่ายรายเดือน ให้ถามผู้ให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษรว่าหลังเลิกต่ออายุ จะยังเข้าไปดูหรือส่งออกข้อมูลได้อีกนานแค่ไหน

  • ผังบัญชี และงบทดลองของเดือนล่าสุดที่ปิดแล้ว
  • รายชื่อลูกค้าและผู้ขาย พร้อมเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและที่อยู่สำหรับออกใบกำกับภาษี
  • รายการสินค้า รหัส หน่วยนับ และต้นทุนต่อหน่วย แยกตามคลัง
  • ใบแจ้งหนี้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ที่ยังค้าง รายใบ พร้อมวันครบกำหนด
  • ทะเบียนสินทรัพย์ถาวร ราคาทุน ค่าเสื่อมราคาสะสม และอายุที่เหลือ
  • รายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ย้อนหลังทุกเดือนที่ยังต้องเก็บ
  • บัญชีแยกประเภททั้งปี เก็บเป็นไฟล์ไว้ตอบคำถามผู้สอบบัญชี

ความเสี่ยงที่ทำให้ย้ายระบบบัญชีแล้วพัง

ส่วนใหญ่พังเพราะเรื่องคนกับข้อมูล ไม่ใช่เพราะซอฟต์แวร์ ERP ที่ขายกันทั่วไปทำงานบัญชีพื้นฐานได้อยู่แล้ว สิ่งที่ต่างคือบริษัทเตรียมข้อมูล ตกลงเกณฑ์ และกันเวลาทีมไว้ได้แค่ไหน

  • ไม่มีเจ้าภาพฝั่งบัญชี ทีมไอทีหรือผู้ขายตัดสินใจเรื่องผังบัญชีแทนคนที่ต้องปิดงบจริง
  • ยกยอดที่ยังผิดอยู่ข้ามไป แล้วต้องมาไล่แก้ในระบบใหม่ที่ไม่มีประวัติรายการเดิม
  • เปิดใช้กลางเดือนเพราะอยากให้ทันกำหนด แบบ ภ.พ.30 เดือนนั้นจึงต้องรวมตัวเลขจากสองระบบ
  • ไม่ได้ตกลงเกณฑ์ผ่านของการรันคู่ไว้ก่อน การรันคู่จึงลากยาวจนทีมบัญชีหมดแรง
  • อบรมผู้ใช้หลังเปิดระบบแล้ว แทนที่จะให้ลองคีย์เอกสารจริงก่อนวันตัดระบบ
  • ปรับแต่งระบบให้เหมือนโปรแกรมเดิมทุกหน้าจอ จนเสียประโยชน์ของ ERP และอัปเกรดยาก

ไม่อยากเปลี่ยนทั้งระบบ มีทางเลือกไหม

มี ถ้าปัญหาอยู่ที่งานส่วนเดียว เช่น สต๊อก งานขายหลายช่องทาง หรือต้นทุนงานผลิต การใช้โปรแกรมบัญชีต่อสำหรับงานบัญชีล้วนๆ แล้วเพิ่มระบบเฉพาะส่วนนั้นที่ส่งตัวเลขเข้าบัญชีให้เอง มักเร็วกว่าและเสี่ยงน้อยกว่าย้ายทั้งบริษัทไป ERP

ทางนี้เหมาะเมื่อทีมบัญชีพอใจกับโปรแกรมเดิม และงานที่ติดเป็นขั้นตอนเฉพาะของบริษัทที่ ERP สำเร็จรูปก็ต้องปรับแต่งอยู่ดี ข้อควรระวังคือต้องตกลงให้ชัดว่าระบบไหนเป็นต้นทางของตัวเลขไหน ไม่อย่างนั้นจะกลับไปคีย์ซ้ำแบบเดิม

เช็กลิสต์ก่อนวันตัดระบบ

  • บัญชีพัก บัญชีรอตรวจสอบ และเงินฝากธนาคาร เคลียร์และกระทบยอดครบถึงเดือนล่าสุดแล้วหรือยัง?
  • ตารางจับคู่ผังบัญชีผ่านการทดสอบด้วยงบทดลองจริงแล้วหรือยัง?
  • ยอดลูกหนี้ เจ้าหนี้ สต๊อก และสินทรัพย์ ยกเป็นรายตัวแล้วรวมตรงกับงบทดลองหรือยัง?
  • วันตัดระบบตรงกับวันแรกของเดือนหรือของรอบบัญชี และแจ้งทุกคนแล้วว่าหยุดคีย์ระบบเก่าเมื่อไหร่?
  • ตกลงเลขที่ใบกำกับภาษีชุดใหม่แล้ว ไม่ซ้ำกับที่ระบบเดิมออกไป?
  • เกณฑ์ผ่านของการรันคู่เขียนไว้แล้วว่าเทียบรายงานอะไร ต่างกันได้แค่ไหน?
  • ส่งออกรายงานย้อนหลังที่ต้องเก็บ 5 ปีไว้ครบ ก่อนสิทธิ์เข้าระบบเดิมจะหมด?

คำถามที่พบบ่อย

ย้ายผังบัญชีจากโปรแกรมบัญชีเดิมเข้า ERP ทำยังไง?

เริ่มจากส่งออกผังบัญชีเดิมออกมาดูก่อนว่าโครงสร้างเป็นแบบไหน แล้วทำตารางจับคู่ว่าบัญชีเดิมแต่ละตัวจะไปอยู่ตรงไหนในผังใหม่ ตรงนี้แหละที่มักต้องเพิ่มมิติเข้าไป เช่น ศูนย์ต้นทุน สาขา หรือสายสินค้า เพราะ ERP ใช้ผังบัญชีชุดเดียวกันนี้ลงรายการอัตโนมัติเวลารับของเข้าคลังหรือตัดสต๊อกขาย พอจับคู่เสร็จก็ยกยอดคงเหลือ ณ วันตัดเปลี่ยนเข้าไป แล้วกระทบกับงบทดลองของระบบเดิมให้ตรงก่อนเริ่มใช้จริง

เปลี่ยนระบบบัญชีเป็น ERP กลางปีได้ไหม?

ได้ แต่ทำให้งานปิดงบปีนั้นยุ่งขึ้น เพราะต้องรวมตัวเลขจากสองระบบเข้าด้วยกัน ถ้าเลือกได้ ตัดเปลี่ยนที่วันแรกของรอบบัญชีใหม่จะง่ายกว่ามาก ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนกลางปีจริงๆ ให้ยกยอดเข้ามาที่วันตัดเปลี่ยน แล้วเก็บระบบเก่าไว้อ่านอย่างเดียวจนกว่าจะปิดงบปีนั้นเสร็จ

เปลี่ยนระบบบัญชีเป็น ERP ใช้เวลานานไหม?

สำหรับ ERP ระดับ SME นับตั้งแต่สรุปขอบเขตงานจนเปิดใช้จริงราว 4–6 เดือน หลังวันตัดเปลี่ยนให้เผื่อเวลาเดินระบบเก่ากับระบบใหม่คู่กันอีกอย่างน้อยหนึ่งรอบปิดเดือน ที่มักทำให้ช้ากว่าแผนคือข้อมูลเดิมที่ต้องเคลียร์ก่อนย้าย เช่น บัญชีพักที่ไม่มีใครอธิบายได้ ลูกหนี้ค้างที่ยอดไม่ตรง หรือรหัสสินค้าซ้ำกัน งานติดตั้งระบบเองไม่ค่อยเป็นปัญหา

ยอดยกมาใน ERP ต้องยกอะไรบ้าง?

ยกยอดคงเหลือทุกบัญชี ณ วันตัดเปลี่ยนจากงบทดลองของระบบเดิม และยกเป็นรายตัวสำหรับบัญชีที่มีงานผูกอยู่ ได้แก่ ลูกหนี้และเจ้าหนี้เป็นรายใบแจ้งหนี้ที่ยังค้าง สินค้าคงเหลือเป็นจำนวนและต้นทุนต่อหน่วยแยกคลัง และสินทรัพย์ถาวรเป็นรายตัวพร้อมค่าเสื่อมราคาสะสม ยอดรายตัวของแต่ละกลุ่มต้องรวมแล้วตรงกับงบทดลองก่อนเริ่มคีย์รายการแรกในระบบใหม่

เปลี่ยนเป็น ERP แล้ว ต้องเก็บโปรแกรมบัญชีเดิมไว้นานแค่ไหน?

เก็บข้อมูลไว้อย่างน้อย 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี ตามที่พระราชบัญญัติการบัญชีกำหนดสำหรับบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี วิธีที่ง่ายที่สุดคือล็อกระบบเดิมเป็นอ่านอย่างเดียว ไม่ต้องย้ายประวัติทั้งหมดเข้า ERP ถ้าเป็นโปรแกรมแบบจ่ายรายเดือนที่จะเลิกต่ออายุ ให้ส่งออกงบทดลอง บัญชีแยกประเภท และรายงานภาษีของทุกเดือนเก็บเป็นไฟล์ก่อนสัญญาหมด

ต้องย้ายข้อมูลย้อนหลังทั้งหมดเข้า ERP ไหม?

ไม่ต้อง ย้ายเฉพาะสิ่งที่ ERP ต้องใช้ทำงานต่อ คือ ผังบัญชี ยอดยกมา ข้อมูลหลัก และเอกสารที่ยังเปิดอยู่ ประวัติรายการย้อนหลังเก็บไว้ในระบบเดิมแบบอ่านอย่างเดียว หรือส่งออกเป็นไฟล์ ถ้าต้องการตัวเลขเปรียบเทียบปีก่อนในรายงาน ให้ยกยอดรายเดือนระดับบัญชีเข้าไป ไม่ต้องยกทุกรายการ