Buyer's Guide

โปรแกรมคลินิก ราคาเท่าไหร่ คิดให้ครบทั้ง 3 ปีก่อนเซ็น

ราคาหน้าเว็บคือค่าเดือนแรก ไม่ใช่ค่าที่คุณจ่ายจริง หน้านี้พาคิดตัวเลขจริงทีละบรรทัด พร้อมตัวอย่างคำนวณของคลินิกขนาดที่พบบ่อยที่สุด

คำตอบสั้นๆ

ถ้าดูเฉพาะราคาที่ผู้ขายประกาศไว้ โปรแกรมคลินิกในไทยใช้ไป 3 ปีมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักสองหมื่นถึงหลักแสนบาท และตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าติดตั้ง ค่าอบรม ค่าย้ายข้อมูล และค่าอื่นที่หน้าราคามักไม่เขียนไว้ ก่อนเซ็นจึงควรขอราคารวม 3 ปีเป็นตัวเลขเดียวจากผู้ขายทุกราย ของ SyncEdge Clinic รวม 3 ปีแบบจ่ายรายปีอยู่ที่ ฿29,700 สำหรับ Solo ฿74,700 สำหรับ Starter และ ฿179,700 สำหรับ Pro รวม VAT 7% แล้ว และไม่มีค่าติดตั้ง

โปรแกรมคลินิกราคาเท่าไหร่

โปรแกรมคลินิกในไทยมีราคาตั้งแต่หลักร้อยปลายๆ ต่อเดือนไปจนถึงหลักแสน แล้วแต่วิธีคิดเงิน ซึ่งแบ่งได้ 3 แบบ และช่วงราคาต่างกันมาก แบบซื้อขาดติดตั้งในคลินิก จ่ายก้อนเดียวตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงหลักแสนสำหรับคลินิกหลายสาขา แล้วมักมีค่าดูแลรายปีตามมาอีกราว 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ซื้อ แบบคลาวด์รายเดือน เริ่มตั้งแต่หลักร้อยปลายๆ สำหรับหมอคนเดียว ไปจนถึงหลักหมื่นต่อเดือนสำหรับเครือหลายสาขา และแบบสั่งทำเฉพาะ เริ่มที่หลักแสนขึ้นไป

ตัวเลขพวกนี้ใช้ตั้งต้นได้ แต่ใช้ตัดสินใจไม่ได้ เพราะสองเจ้าที่บอกราคา ฿2,500 ต่อเดือนเท่ากัน อาจจบที่ค่าใช้จ่ายจริงต่างกันเกินเท่าตัวเมื่อครบสามปี ส่วนต่างเกือบทั้งหมดมาจากค่าที่ไม่ได้เขียนไว้ในหน้าราคา ค่ารายเดือนแทบไม่เกี่ยว

คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ เดือนละเท่าไหร่ แต่คือ คลินิกขนาดของผม ใช้ไปสามปี รวมทุกอย่างแล้วเท่าไหร่ ขอเป็นตัวเลขเดียว

หกค่าที่มักไม่อยู่ในหน้าราคา

หกรายการนี้คือที่มาของความต่างเกือบทั้งหมด ระหว่างราคาที่คุณเห็นตอนเปรียบเทียบ กับตัวเลขที่ออกจากบัญชีคลินิกจริงๆ ผู้ขายไม่ได้ตั้งใจซ่อน แต่หน้าราคาที่แสดงตัวเลขต่ำสุดย่อมขายง่ายกว่า จึงเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่ต้องถามเอง

มีอีกสองข้อที่คนมักลืมถาม ข้อแรกคือราคาขึ้นได้ปีละกี่เปอร์เซ็นต์และแจ้งล่วงหน้ากี่วัน สัญญาที่ไม่เขียนเพดานไว้ แปลว่าผู้ขายขึ้นราคาเมื่อไหร่ก็ได้ ข้อสองคือถ้าจ่ายรายปีล่วงหน้าแล้วเลิกใช้กลางคัน ได้เงินคืนตามสัดส่วนไหม สองข้อนี้ไม่มีผลกับตัวเลขปีแรก แต่มีผลมากกับปีที่สามและสี่

ค่าที่ต้องถามเพิ่มทุกครั้ง
รายการมักเจอเท่าไหร่ถามผู้ขายว่า
ค่าติดตั้งและอบรมทีมงานฟรี ถึงหลักหมื่นรวมอบรมกี่ชั่วโมง อบรมซ้ำได้ไหมถ้าพนักงานลาออก
ค่าย้ายข้อมูลจากระบบเดิมหลักพันถึงหลักหมื่นย้ายอะไรได้บ้าง ประวัติการรักษาย้ายด้วยไหม ใช้เวลากี่วัน
ค่าผู้ใช้เพิ่มต่อคน฿0 ถึงหลักร้อยต่อคนต่อเดือนคิดรายหัวไหม ถ้าเพิ่มพนักงาน 3 คน ราคาขยับเท่าไหร่
ค่าสาขาที่สองเป็นต้นไปตั้งแต่หลักร้อยถึงเท่าตัวเพิ่มในระบบเดิม หรือต้องซื้อชุดใหม่ รายงานรวมทุกสาขาได้ทันทีไหม
ค่าอัปเดตตามกฎหมายใหม่รวมอยู่แล้ว หรือคิดเพิ่มรายครั้งถ้ากรมสรรพากรเปลี่ยนแบบฟอร์ม ใครออกค่าแก้
VAT 7%ราคาส่วนใหญ่ยังไม่รวมราคาที่แจ้งมา รวม VAT แล้วหรือยัง

คิดค่าใช้จ่ายรวม 3 ปียังไง

ใช้สูตรเดียวกันกับผู้ขายทุกราย แล้วตัวเลขจะเทียบกันได้ทันที สูตรคือ ค่าเริ่มต้นครั้งเดียว บวก ค่ารายเดือนคูณสามสิบหก บวก ค่าผู้ใช้เพิ่มคูณจำนวนคนคูณสามสิบหก บวก ค่าสาขาเพิ่ม แล้วบวก VAT 7% ทับทั้งก้อนตอนท้าย

ค่าเริ่มต้นครั้งเดียวคือค่าติดตั้ง ค่าอบรม และค่าย้ายข้อมูลรวมกัน ถ้าผู้ขายเสนอส่วนลดปีแรก ให้คิดราคาปกติของปีที่สองและสามด้วย อย่าคูณราคาโปรโมชันสามสิบหกเดือน นี่คือจุดที่การเปรียบเทียบผิดพลาดบ่อยที่สุด

ทำไมต้องสามปี เพราะเป็นช่วงเวลาที่คลินิกส่วนใหญ่อยู่กับระบบหนึ่งก่อนคิดเปลี่ยน สั้นกว่านั้นค่าติดตั้งจะบิดตัวเลขจนแบบซื้อขาดดูแพงเกินจริง ยาวกว่านั้นก็เดายาก เพราะทั้งราคาและตัวคลินิกเปลี่ยนไปแล้ว

เมื่อได้ตัวเลขสามปีของทุกเจ้าแล้ว ให้หารด้วยสามสิบหกกลับเป็นค่าเฉลี่ยต่อเดือน ตัวเลขนี้แหละคือราคาจริงที่ควรเอาไปเทียบกัน ราคาที่โฆษณาไว้หน้าแรกใช้เทียบไม่ได้

ราคาโปรแกรมคลินิกขึ้นกับอะไรบ้าง

จำนวนสาขาเป็นตัวแปรที่แรงที่สุด ระบบที่ออกแบบมาให้หลายสาขาอยู่ในระบบเดียวกัน จะคิดค่าสาขาเพิ่มเป็นหลักร้อยถึงหลักพัน ส่วนระบบที่ออกแบบมาเพื่อสาขาเดียว การเปิดสาขาที่สองมักเท่ากับซื้อใหม่อีกชุด และคุณจะมีข้อมูลสองก้อนที่ไม่คุยกัน

จำนวนผู้ใช้เป็นตัวแปรที่ประเมินผิดบ่อยที่สุด คลินิกมักนับแค่หมอ แล้วลืมว่าฝ่ายต้อนรับ ผู้ช่วยพยาบาล และคนทำบัญชีก็ต้องมีบัญชีผู้ใช้ ถ้าระบบคิดรายหัว คลินิกที่มีหมอ 3 คนก็อาจกลายเป็นผู้ใช้ 9 ถึง 12 คน และค่ารายเดือนก็ขยับตามทันที

ฟีเจอร์ที่ดันราคาขึ้นชัดเจนมีไม่กี่ตัว คือระบบคำนวณค่า DF ให้หมอพร้อมหักภาษี ณ ที่จ่าย ระบบคลังยาที่ตัดสต็อกอัตโนมัติ รหัสโรค ICD-10 และการเชื่อมกับระบบภายนอกอย่างระบบบัญชีหรือ LINE ถ้าคลินิกยังไม่ต้องใช้ ก็ไม่ต้องจ่าย แต่ควรถามไว้ก่อนว่าอัปเกรดทีหลังคิดเพิ่มเท่าไหร่

สิ่งที่ไม่ควรมีผลกับราคาคือจำนวนคนไข้ ระบบที่คิดเงินตามจำนวนเวชระเบียน จะลงโทษคุณทุกครั้งที่คลินิกโต ถ้าเจอแบบนี้ให้ถามให้ชัดว่าเพดานอยู่ตรงไหน และเกินแล้วคิดยังไง

จ่ายเดือนละเท่าไหร่ ได้อะไรบ้าง

งบต่ำกว่า ฿1,000 ต่อเดือน เหมาะกับหมอคนเดียว สาขาเดียว ต้องการแค่เวชระเบียน นัดหมาย และออกใบเสร็จ ระดับนี้ไม่ควรคาดหวังระบบคลังยาแบบเต็มหรือการคำนวณค่า DF อัตโนมัติ และถ้าเจอเจ้าที่ให้ทุกอย่างในราคานี้ ให้ถามว่าอะไรคือข้อจำกัดที่ไม่ได้เขียนไว้

งบ ฿2,000 ถึง ฿3,000 ต่อเดือน คือช่วงที่คลินิกส่วนใหญ่ควรอยู่ ระดับนี้ควรได้เวชระเบียนที่แยกตามประเภทคลินิก รหัส ICD-10 ระบบคลังยาที่ตัดสต็อกเอง รายงานรายได้ที่เอาไปทำบัญชีต่อได้ และจำนวนผู้ใช้ที่รวมมาให้พอกับทีมทั้งคลินิก ถ้ายังต้องจ่ายรายหัวในงบระดับนี้ ให้เทียบเจ้าอื่นเพิ่ม

งบ ฿5,000 ขึ้นไปต่อเดือน คือช่วงของคลินิกหลายสาขาหรือคลินิกที่มีหมอลูกจ้าง สิ่งที่ควรได้เพิ่มคือการรวมรายงานทุกสาขาในหน้าเดียว ระบบคำนวณค่า DF พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ และสิทธิ์การเข้าถึงที่แยกได้ว่าใครเห็นข้อมูลสาขาไหน ถ้าจ่ายระดับนี้แล้วยังต้องคิดค่า DF ในสเปรดชีตทุกเดือน แปลว่าจ่ายแพงเกินสิ่งที่ได้

ลองใช้สูตรกับราคาที่ประกาศอยู่จริง

เอาสูตรข้างบนไปใส่ราคาที่ผู้ขายประกาศไว้หน้าเว็บตอนนี้ จะเห็นว่าเฉพาะค่าป้ายอย่างเดียว ช่วงราคาสามปีก็ห่างกันเกินห้าเท่าแล้ว ตั้งแต่หลักสองหมื่นถึงหลักแสน

ย้ำว่าตัวเลขในตารางนี้เป็นราคาป้ายล้วนๆ ยังไม่รวมค่าติดตั้ง ค่าอบรม และค่าย้ายข้อมูล ซึ่งเป็นหกค่าที่พูดถึงไปแล้วข้างบน และผู้ขายแต่ละเจ้าคิดไม่เท่ากัน ให้ใช้ตารางนี้เป็นจุดตั้งต้นในการถาม คำตอบสุดท้ายต้องได้จากผู้ขายแต่ละราย

แบบซื้อขาดดูถูกที่สุดบนกระดาษ และสำหรับคลินิกสาขาเดียวที่ไม่มีแผนขยาย มันก็คุ้มจริง แต่สิ่งที่ราคานั้นไม่รวมคือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องเปิดไว้ตลอด การสำรองข้อมูล การเข้าดูจากนอกคลินิก และคนที่ดูแลเครื่องเวลามีปัญหา สามอย่างแรกเป็นงานที่คลาวด์ทำให้อยู่แล้ว ส่วนอย่างสุดท้ายคือค่าใช้จ่ายที่ไม่เคยปรากฏในใบเสนอราคาของใคร

ส่วนเจ้าที่ไม่ประกาศราคา ข้อเสียสำหรับคุณตรงไปตรงมาคือเทียบล่วงหน้าไม่ได้ ต้องคุยกับฝ่ายขายก่อนถึงจะรู้ตัวเลข ถ้าอยากเทียบสามเจ้าพร้อมกัน ก็ต้องนัดคุยสามรอบก่อนจะเริ่มคิดเลขได้

ราคาที่ผู้ขายประกาศไว้หน้าเว็บของตัวเอง ตรวจเมื่อสิงหาคม 2569 เป็นค่าป้ายอย่างเดียว ยังไม่รวมค่าติดตั้ง อบรม และย้ายข้อมูล และสถานะ VAT ของแต่ละเจ้าไม่เท่ากัน
ผู้ขายและรูปแบบราคาที่ประกาศรวม 3 ปี เฉพาะค่าป้ายสิ่งที่ควรถามต่อ
MCS แบบซื้อขาด฿18,900 ครั้งเดียว แล้วปีละ ฿1,000฿20,900ติดตั้งบนเครื่อง Windows ในคลินิก 3 เครื่อง ใครดูแลเครื่องและสำรองข้อมูล เข้าดูจากนอกคลินิกได้ไหม
MCS แบบคลาวด์฿9,900 ต่อปี฿29,700ผู้ใช้ได้กี่คน หลายสาขารวมรายงานได้ไหม
JERA Cloud Standard฿36,000 ต่อปี฿108,000ผู้ใช้ไม่จำกัด รวม SMS 3,000 ครั้งต่อปี และพื้นที่เก็บภาพก่อนหลัง 100 GB เกินโควตาแล้วคิดเท่าไหร่
NClinicไม่ประกาศหน้าเว็บคำนวณล่วงหน้าไม่ได้ขอตัวเลขสามปีเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนนัดเดโม
SyncEdge Clinic Solo฿9,900 ต่อปี รวม VAT แล้ว฿29,7005 ผู้ใช้ 1 สาขา ติดตั้งและอบรมไม่คิดเงิน

ราคาของ SyncEdge Clinic แบบเปิดเผย

เราเปิดตัวเลขของตัวเองไว้ให้เอาไปเทียบตรงๆ ราคาต่อเดือนรวม VAT แล้ว Solo ฿990 สำหรับหมอคนเดียว 1 สาขา Starter ฿2,490 เพิ่มระบบค่ามือหมอคำนวณอัตโนมัติพร้อมหัก ณ ที่จ่าย Pro ฿5,990 รองรับหลายสาขาในราคาเดียว ไม่คิดเพิ่มต่อสาขา พร้อมโอนสต๊อกข้ามสาขา ส่วนระบบค่ามือหมอและหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติมีตั้งแต่ Starter ส่วน Enterprise เสนอราคาตามขอบเขตงาน

ตัวเลขในตารางคิดจากการจ่ายรายปี ซึ่งถูกกว่าราคารายเดือน 17% จึงคูณ 30 เดือนแทน 36 โดยราคาที่ใช้คิดรวม VAT 7% ไว้แล้ว ไม่มีค่าติดตั้งหรือค่าย้ายข้อมูลในทุกแพ็กเกจ ตัวเลขช่องสุดท้ายจึงเท่ากับช่องก่อนหน้า

เรื่องหกค่าที่ซ่อนอยู่ตามหัวข้อก่อนหน้า คำตอบของเราคือ ทุกแพ็กเกจไม่คิดค่าผู้ใช้รายหัว จำนวนผู้ใช้รวมมาให้แล้วตามแพ็กเกจ คือ Solo 5 คน Starter 20 คน และ Pro 20 คนต่อสาขา อัปเดตตามกฎหมายใหม่รวมอยู่ในค่าบริการ ไม่คิดเพิ่มรายครั้ง และแพ็กเกจจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อคุณสั่งเอง ระบบไม่อัปเกรดให้อัตโนมัติแล้วมาเก็บเงินทีหลัง

สมัครเองได้ที่ clinic.syncedge.tech/register ทดลองใช้ฟรี 2 เดือนเต็มชุดตามแพ็กเกจที่เลือก ไม่ต้องใส่บัตรเครดิต

ค่าใช้จ่ายรวม 3 ปี คิดแบบจ่ายรายปี รวม VAT 7% แล้ว
แพ็กเกจราคาต่อเดือนรวม 3 ปี จ่ายรายปีรวมค่าเริ่มต้นแล้ว
Solo฿990฿29,700฿29,700
Starter฿2,490฿74,700฿74,700
Pro฿5,990฿179,700฿179,700

เมื่อไหร่ที่ยังไม่ควรจ่าย

คู่มือเรื่องราคาที่จบด้วยการบอกให้ซื้อทุกกรณี ไม่ใช่คู่มือ นี่คือกรณีที่เราจะบอกให้ชะลอไว้ก่อน

ถ้าคลินิกเพิ่งเปิดและยังไม่รู้ว่าขั้นตอนการทำงานของตัวเองจะลงตัวแบบไหน การใช้กระดาษหรือสเปรดชีตต่ออีกสองสามเดือนมักถูกกว่าและเจ็บน้อยกว่าการย้ายระบบสองรอบ ให้ระบบตามหลังขั้นตอนงานที่นิ่งแล้ว อย่าให้ระบบมากำหนดขั้นตอนตั้งแต่ยังไม่รู้อะไรเลย

ถ้าปัญหาจริงของคลินิกคือคนไข้น้อย ไม่ใช่งานเอกสารเยอะ โปรแกรมคลินิกแก้ให้ไม่ได้ งบก้อนเดียวกันไปลงกับการทำให้คนหาคลินิกเจอ ให้ผลตรงกว่ามาก

และถ้าคุณกำลังเทียบราคาอยู่แต่ยังไม่ได้ลองใช้เลย อย่าเพิ่งตัดสินใจจากตัวเลข ให้ฝ่ายต้อนรับลองใช้กับงานจริงหนึ่งสัปดาห์ก่อน ระบบที่ถูกกว่าเดือนละพัน แต่ทำให้หน้าเคาน์เตอร์ช้าลงวันละสิบนาที คือระบบที่แพงกว่ามากเมื่อคิดเป็นค่าแรง

เช็กลิสต์ก่อนขอใบเสนอราคา

  • นับผู้ใช้ให้ครบ ทั้งหมอ ฝ่ายต้อนรับ ผู้ช่วย และคนทำบัญชี
  • ขอราคารวม 3 ปีเป็นตัวเลขเดียว รวมค่าติดตั้ง ค่าย้ายข้อมูล ค่าผู้ใช้เพิ่ม และ VAT
  • ถามว่าคิดค่าผู้ใช้รายหัวไหม และเพิ่มพนักงาน 3 คนแล้วราคาขยับเท่าไหร่
  • ถามค่าสาขาที่สอง แม้ตอนนี้ยังไม่มีแผนเปิด
  • ขอเพดานการขึ้นราคาต่อปี และระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า ให้เขียนไว้ในสัญญา
  • ถามว่าจ่ายรายปีแล้วเลิกกลางคัน คืนเงินตามสัดส่วนไหม
  • ถ้ามีหมอลูกจ้าง ให้ทดสอบการคำนวณค่า DF ด้วยตัวเลขจริงของเดือนที่แล้ว
  • ขอเงื่อนไขการส่งออกข้อมูลตอนเลิกใช้ ต้องไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
  • ลองใช้จริงหนึ่งสัปดาห์ก่อนเซ็น ดูเดโมอย่างเดียวไม่พอ

คำถามที่พบบ่อย

โปรแกรมคลินิกราคาเท่าไหร่?

ในไทยมีตั้งแต่แบบซื้อขาดจ่ายครั้งเดียวหลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงคลาวด์รายเดือนตั้งแต่หลักร้อยปลายๆ ถึงหลักหมื่น ขึ้นกับจำนวนสาขาและฟีเจอร์ ตัวเลขที่ควรใช้เทียบคือค่าใช้จ่ายรวม 3 ปีรวม VAT ส่วนราคาเดือนแรกใช้เทียบไม่ได้ ของ SyncEdge Clinic เริ่มที่ ฿990 ต่อเดือนสำหรับ Solo และ ฿5,990 ต่อเดือนสำหรับ Pro ที่รองรับหลายสาขาในราคาเดียว ทั้งสองราคารวม VAT 7% แล้ว

ทำไมราคาที่โฆษณากับราคาที่จ่ายจริงถึงต่างกัน?

เพราะหน้าราคาแสดงเฉพาะค่ารายเดือนของแพ็กเกจเริ่มต้น ส่วนค่าติดตั้ง ค่าอบรม ค่าย้ายข้อมูล ค่าผู้ใช้เพิ่มรายหัว ค่าสาขาที่สอง และ VAT 7% มักอยู่นอกตัวเลขนั้น รวมกันแล้วทำให้ค่าใช้จ่ายจริงต่างจากที่เห็นได้มาก วิธีกันคือขอราคารวม 3 ปีเป็นตัวเลขเดียวจากผู้ขายทุกราย

จ่ายรายเดือนหรือรายปีคุ้มกว่า?

รายปีมักถูกกว่าเพราะผู้ขายส่วนใหญ่ให้ส่วนลด ของเราถูกกว่าราคารายเดือน 17% แต่ก่อนจ่ายรายปีควรถามให้ชัดว่าถ้าเลิกใช้กลางปีได้เงินคืนตามสัดส่วนไหม ถ้าคลินิกยังไม่แน่ใจว่าระบบเข้ากับขั้นตอนงานหรือเปล่า จ่ายรายเดือนไปก่อนสัก 3 เดือนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นรายปี เป็นทางที่เสี่ยงน้อยกว่า

คลินิกเล็กสาขาเดียว ควรตั้งงบเท่าไหร่?

หมอคนเดียวที่ต้องการเวชระเบียน นัดหมาย และใบเสร็จ ตั้งงบราวหลักพันต้นๆ ต่อเดือนก็เพียงพอ แต่ให้เผื่อค่าย้ายข้อมูลครั้งแรกไว้ด้วยถ้ามีข้อมูลเก่า และควรถามราคาของแพ็กเกจถัดไปตั้งแต่วันแรก เพราะถ้าคลินิกโตขึ้นในปีที่สอง คุณจะได้รู้ล่วงหน้าว่าค่าใช้จ่ายจะขยับไปเท่าไหร่

ค่าย้ายข้อมูลจากระบบเดิม แพงไหม?

ขึ้นกับว่าระบบเดิมส่งข้อมูลออกมาได้ดีแค่ไหน ถ้าส่งออกเป็นไฟล์มาตรฐานได้ ค่าย้ายมักอยู่ในหลักพันถึงหลักหมื่น แต่ถ้าระบบเดิมไม่ยอมส่งข้อมูลออกหรือคิดค่าส่งออกแพง ค่าใช้จ่ายจะบานได้ ของ SyncEdge Clinic ทุกแพ็กเกจไม่มีค่าติดตั้ง นำเข้าข้อมูลเดิมจาก Excel/CSV ได้เองในระบบผ่าน Migration Center และทีมงานช่วยแนะนำการเตรียมไฟล์

คลินิกขอคืน VAT ค่าโปรแกรมได้ไหม?

ไม่ได้ เพราะสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร จึงจดทะเบียน VAT ไม่ได้ และเรียกภาษีซื้อคืนไม่ได้ด้วย แปลว่า VAT 7% บนค่าโปรแกรมเป็นต้นทุนจริงของคลินิกเต็มจำนวน ต่างจากธุรกิจทั่วไปที่ขอคืนได้ เวลาเทียบราคาจึงต้องดูให้ชัดว่าตัวเลขที่ผู้ขายบอกรวม VAT มาแล้วหรือยัง เพราะส่วนต่าง 7 เปอร์เซ็นต์นี้คุณจ่ายจริง

โปรแกรมคลินิกแบบซื้อขาด คุ้มกว่ารายเดือนไหม?

คุ้มกว่าถ้าคลินิกมีสาขาเดียว ไม่มีแผนขยาย และมีคนดูแลเครื่องอยู่แล้ว ค่าป้ายของแบบซื้อขาดที่ขายในไทยเริ่มราวหลักหมื่นต้นๆ บวกค่าดูแลรายปีอีกก้อน ซึ่งรวมสามปีแล้วมักถูกกว่าคลาวด์ แต่ราคานั้นไม่ได้รวมเครื่องที่ต้องเปิดไว้ตลอด การสำรองข้อมูลนอกคลินิก และการเข้าดูจากที่อื่น พอคลินิกเปิดสาขาที่สองเมื่อไหร่ ข้อได้เปรียบเรื่องราคาก็หายไปทันที เพราะต้องซื้อและดูแลเพิ่มทีละสาขา

มีโปรแกรมคลินิกฟรีไหม?

มีทั้งแบบฟรีจริงและแบบทดลองใช้ ก่อนใช้ของฟรีกับข้อมูลคนไข้จริง ควรถามสองข้อคือข้อมูลเก็บไว้ที่ประเทศไหนและใครเข้าถึงได้บ้าง กับถ้าอยากย้ายออกวันหนึ่ง เอาข้อมูลออกมาในรูปแบบไหน เพราะความรับผิดชอบตาม PDPA ไม่ได้อยู่ที่ผู้ให้บริการ อยู่ที่คลินิกต่างหาก ของเราไม่มีแพ็กเกจฟรี มีแต่ทดลอง 2 เดือนโดยไม่ต้องใส่บัตรเครดิต