สรุปสั้นๆ ก่อนตัดสินใจ
Excel ยังพอไหวสำหรับคลินิกที่มีหมอคนเดียว คนไข้ไม่มาก และไม่มีพนักงานหลายคนแก้ไฟล์พร้อมกัน จุดที่ควรเปลี่ยนไม่ใช่ตอนที่ Excel พัง แต่คือตอนที่มีเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งใน 4 ข้อนี้ — มีคนแก้ไฟล์เดียวกันมากกว่าหนึ่งคน, เริ่มจ่ายค่า DF ให้หมอลูกจ้าง, มีสาขาที่สอง หรือมีคนไข้ขอใช้สิทธิ์ตาม PDPA
เหตุผลที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่เพราะ Excel ทำงานไม่ได้ แต่เพราะข้อมูลคนไข้เป็นข้อมูลอ่อนไหวตามกฎหมาย และไฟล์สเปรดชีตพิสูจน์ได้ยากว่าใครเปิดดูอะไรไปบ้าง ความรับผิดชอบตรงนี้อยู่ที่คลินิก ไม่ได้อยู่ที่คนทำไฟล์
Excel ทำได้ดีอยู่แล้วตรงไหน
ก่อนจะบอกว่าควรเปลี่ยน ต้องยอมรับก่อนว่าการเริ่มจาก Excel เป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทุกคนใช้เป็นอยู่แล้ว แก้โครงสร้างได้ทันทีที่อยากเปลี่ยน และไม่ต้องรอใครมาติดตั้งอะไรให้
สำหรับคลินิกเปิดใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าขั้นตอนการทำงานจริงจะออกมาหน้าตาแบบไหน การเริ่มจากสเปรดชีตแล้วค่อยย้ายทีหลัง มักเป็นทางที่ประหยัดกว่าการซื้อระบบใหญ่มาตั้งแต่วันแรกแล้วพบว่าใช้จริงไม่ตรงกับที่คิด
คู่มือนี้จึงไม่ได้เขียนเพื่อบอกว่า Excel ไม่ดี แต่เขียนเพื่อให้เห็นชัดว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน
ห้าสัญญาณว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว
หนึ่ง มีมากกว่าหนึ่งคนแก้ไฟล์เดียวกัน อาการที่เจอคือไฟล์ชื่อลงท้ายด้วย ล่าสุด, ล่าสุดจริง, ใช้อันนี้ พอถึงจุดนี้แปลว่าไม่มีใครตอบได้แน่ชัดว่าข้อมูลจริงอยู่ไฟล์ไหน
สอง เริ่มจ่ายค่า DF ให้หมอลูกจ้าง การคิดค่า DF ต้องดึงยอดที่ลูกค้าจ่ายจริง แยกตามหัตถการ คูณเปอร์เซ็นต์ตามข้อตกลงของหมอแต่ละคน แล้วหักภาษี ณ ที่จ่าย ทำในสเปรดชีตได้ แต่ทุกเดือนต้องทำใหม่ และผิดทีเดียวคือเรื่องเงินกับหมอ
สาม เปิดสาขาที่สอง สเปรดชีตสองไฟล์ไม่ได้แปลว่ามีสองสาขา แต่แปลว่ามีข้อมูลสองชุดที่ต้องรวมด้วยมือทุกครั้งที่อยากเห็นภาพรวม และรหัสคนไข้มักเริ่มชนกันตั้งแต่เดือนแรก
สี่ คนไข้เริ่มถามหาประวัติย้อนหลัง เมื่อคนไข้กลับมาอีกครั้งในรอบสองปี การค้นประวัติจากไฟล์ที่แยกตามปีหรือตามเดือน ใช้เวลานานกว่าที่คนไข้ยอมรอที่หน้าเคาน์เตอร์
ห้า มีคนขอใช้สิทธิ์ตาม PDPA เช่น ขอดูข้อมูลตัวเอง ขอแก้ไข หรือขอให้ลบ คำขอเหล่านี้ต้องตอบได้ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด และต้องตอบได้ว่าข้อมูลชุดนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยากมากถ้าไฟล์ถูกส่งต่อกันทางแชท
เรื่อง PDPA ที่สเปรดชีตพิสูจน์ได้ยาก
PDPA ไม่ได้ห้ามใช้ Excel เก็บข้อมูลคนไข้ แต่กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องมีมาตรการที่เหมาะสม และต้องพิสูจน์ได้ว่ามีจริง ตรงคำว่าพิสูจน์ได้นี่เองที่สเปรดชีตเสียเปรียบ
คำถามที่ควรลองตอบดูกับไฟล์ที่ใช้อยู่ตอนนี้ — ใครเปิดไฟล์นี้ไปแล้วบ้างในเดือนที่ผ่านมา, ใครแก้ตัวเลขในช่องนี้และแก้เมื่อไหร่, ไฟล์นี้ถูกก๊อปไปอยู่ในเครื่องใครอีกบ้าง, ถ้าพนักงานคนหนึ่งลาออกวันนี้ เขายังเปิดไฟล์ที่ส่งไปทางแชทได้อยู่ไหม และถ้าคนไข้ขอให้ลบข้อมูล จะมั่นใจได้อย่างไรว่าลบครบทุกสำเนา
คำถามชุดนี้ตอบได้ยากด้วยสเปรดชีต ไม่ใช่เพราะคนทำงานไม่รอบคอบ แต่เพราะไฟล์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อบันทึกว่าใครทำอะไรกับมัน ระบบที่ออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลคนไข้จะบันทึกทุกการเข้าถึงและการแก้ไขไว้เอง กำหนดสิทธิ์ได้เป็นรายคน และเมื่อปิดสิทธิ์แล้วก็ปิดได้จริงทันที
เทียบกันตรงๆ Excel กับโปรแกรมคลินิก
ตารางนี้ไม่ได้บอกว่าอีกฝั่งไร้ประโยชน์ Excel ยังชนะเรื่องความยืดหยุ่นและค่าใช้จ่าย ส่วนโปรแกรมคลินิกชนะเรื่องที่ต้องมีหลายคนใช้ ต้องตรวจสอบย้อนหลังได้ และต้องทำซ้ำทุกเดือนโดยไม่ผิด
วิธีอ่านตารางให้เป็นประโยชน์คือ ดูว่าแถวไหนคือปัญหาที่คลินิกของคุณเจอจริงอยู่ตอนนี้ ถ้ายังไม่เจอสักแถว แปลว่ายังไม่ถึงเวลา
| Excel / สเปรดชีต | โปรแกรมคลินิก | |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายต่อเดือน | แทบไม่มี | มีค่าบริการรายเดือน |
| หลายคนใช้พร้อมกัน | ชนกัน ต้องรวมไฟล์เอง | ทำงานพร้อมกันได้ |
| รู้ว่าใครแก้อะไรเมื่อไหร่ | ไม่รู้ | บันทึกไว้ทุกครั้ง |
| กำหนดสิทธิ์รายคน | ทำได้จำกัด | กำหนดได้ตามบทบาท |
| ค้นประวัติคนไข้ย้อนหลัง | ค้นทีละไฟล์ | ค้นเจอทันที |
| คิดค่า DF และหัก ณ ที่จ่าย | ทำมือทุกเดือน | คำนวณให้อัตโนมัติ |
| รวมข้อมูลหลายสาขา | รวมด้วยมือ | เห็นภาพรวมทันที |
| ตอบคำขอตาม PDPA | ต้องไล่หาทุกสำเนา | มีบันทึกให้ตรวจสอบ |
ต้นทุนที่ไม่ได้อยู่ในไฟล์
ค่าใช้จ่ายของ Excel ที่เห็นคือศูนย์ แต่ต้นทุนจริงคือเวลาที่ใช้ไปกับงานที่ต้องทำซ้ำทุกเดือน และความเสี่ยงที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ยากจนกว่าจะเกิดขึ้นจริง
ลองจับเวลาจริงสักเดือนแล้วเทียบดู — เวลาที่ใช้สรุปยอดสิ้นวัน, เวลาที่ใช้คิดค่า DF ให้หมอแต่ละคน, เวลาที่ใช้ค้นประวัติคนไข้เก่า, เวลาที่ใช้รวมไฟล์จากหลายเครื่อง และเวลาที่ใช้ทำใหม่เมื่อไฟล์เสียหรือทับกัน
เอาจำนวนชั่วโมงที่ได้คูณค่าแรงต่อชั่วโมงของคนที่ทำงานนั้น แล้วค่อยเทียบกับค่าโปรแกรมรายเดือน คลินิกจำนวนไม่น้อยพบว่าตัวเลขสองฝั่งใกล้กันกว่าที่คิด และนั่นยังไม่นับความเสี่ยงเรื่องข้อมูลคนไข้ที่ยังไม่ได้ตีราคา
ถ้าจะย้ายจาก Excel ควรเริ่มยังไง
อย่าย้ายทุกอย่างพร้อมกัน เริ่มจากข้อมูลคนไข้และการนัดหมายก่อน เพราะเป็นสองอย่างที่ใช้ทุกวันและเห็นผลเร็วที่สุด ส่วนรายงานย้อนหลังค่อยตามมาทีหลังได้
เก็บไฟล์ Excel เดิมไว้อ่านอย่างเดียวสักสามเดือน อย่าเพิ่งลบ ระหว่างนั้นให้ทุกคนบันทึกงานใหม่ในระบบใหม่เท่านั้น ถ้าย้อนกลับไปแก้ไฟล์เก่าด้วย จะได้ข้อมูลสองชุดที่ไม่ตรงกันอีกครั้ง
จัดคนหนึ่งคนเป็นเจ้าของเรื่องนี้ และเลือกช่วงที่คนไข้ไม่แน่นเป็นสัปดาห์แรกของการเปลี่ยน สำหรับ SyncEdge Clinic แพ็กเกจ Solo และ Starter ติดตั้งให้ฟรี และทดลองใช้ได้ 14 วันโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ลองย้ายข้อมูลจริงสักร้อยรายเข้าไปทดสอบก่อนตัดสินใจได้เลย
เช็กก่อนว่าคลินิกคุณถึงจุดเปลี่ยนหรือยัง
- มีมากกว่าหนึ่งคนที่ต้องแก้ไฟล์เดียวกันในแต่ละวัน
- มีไฟล์ที่ชื่อลงท้ายว่าล่าสุดมากกว่าหนึ่งไฟล์
- เริ่มจ่ายค่า DF ให้หมอลูกจ้างแล้ว
- มีสาขาที่สอง หรือกำลังจะเปิดภายในปีนี้
- ค้นประวัติคนไข้เก่าใช้เวลานานกว่าที่คนไข้ยอมรอ
- ไฟล์ข้อมูลคนไข้เคยถูกส่งผ่านแชทหรือก๊อปลงแฟลชไดรฟ์
- ตอบไม่ได้ว่าเดือนที่แล้วใครเปิดดูข้อมูลคนไข้บ้าง
- เคยมีคนไข้ขอดู ขอแก้ หรือขอให้ลบข้อมูลของตัวเอง
คำถามที่พบบ่อย
ใช้ Excel เก็บข้อมูลคนไข้ ผิดกฎหมาย PDPA ไหม?
ไม่ได้ผิดในตัวเอง PDPA ไม่ได้ระบุว่าต้องใช้ซอฟต์แวร์ประเภทไหน แต่กำหนดให้ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมและพิสูจน์ได้ ปัญหาของสเปรดชีตคือพิสูจน์ได้ยากว่าใครเข้าถึงข้อมูลไปบ้าง และควบคุมสำเนาที่กระจายออกไปแล้วได้ยาก ความรับผิดชอบตรงนี้อยู่ที่คลินิกในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล
คลินิกเล็กแค่ไหนถึงยังใช้ Excel ต่อได้?
ถ้าหมอคนเดียว ไม่มีหมอลูกจ้างที่ต้องคิดค่า DF มีคนแก้ไฟล์คนเดียว สาขาเดียว และเก็บไฟล์ไว้ในเครื่องที่ล็อกรหัสและสำรองข้อมูลสม่ำเสมอ Excel ก็ยังพอไปได้ จุดเปลี่ยนมักไม่ได้มาจากจำนวนคนไข้ แต่มาจากจำนวนคนที่ต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน
ย้ายจาก Excel เข้าโปรแกรมคลินิก ข้อมูลเก่าเอาไปด้วยได้ไหม?
ได้ ถ้าไฟล์เดิมมีโครงสร้างพอสมควร ให้เตรียมคอลัมน์ให้ตรงกันก่อน เช่น ชื่อ นามสกุล เบอร์โทร วันเกิด และรหัสคนไข้ แล้วค่อยนำเข้า ของ SyncEdge Clinic แพ็กเกจ Solo และ Starter ติดตั้งให้ฟรี ส่วน Pro มีค่าย้ายข้อมูลครั้งเดียว ฿15,000
โปรแกรมคลินิกแพงกว่า Excel มากไหม?
ค่าโปรแกรมเริ่มต้นที่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อเดือนสำหรับคลินิกเล็ก ของ SyncEdge Clinic เริ่มที่ ฿990 ต่อเดือนสำหรับ Solo ยังไม่รวม VAT 7% ตัวเลขที่ควรใช้เทียบไม่ใช่ศูนย์บาทของ Excel แต่เป็นเวลาที่ใช้ไปกับงานซ้ำๆ ในแต่ละเดือน คูณด้วยค่าแรงของคนที่ทำงานนั้น
ใช้ Google Sheets แทน Excel ช่วยได้ไหม?
ช่วยเรื่องการทำงานพร้อมกันและการสำรองไฟล์ได้จริง และดีกว่าไฟล์ที่ส่งต่อกันทางแชทอยู่มาก แต่ยังไม่ได้แก้เรื่องการกำหนดสิทธิ์ระดับข้อมูลรายคนไข้ การบันทึกว่าใครเปิดดูอะไร และงานเฉพาะทางอย่างการคิดค่า DF หรือการออกใบรับรองแพทย์