คำตอบสั้นๆ
Sales pipeline คือดีลทั้งหมดที่ทีมขายกำลังตามอยู่ เรียงตามขั้นตั้งแต่ลูกค้าทักมาครั้งแรกจนปิดได้หรือหลุดไป ทีมจึงเห็นว่ามีดีลอะไรค้างอยู่ แต่ละดีลต้องทำอะไรต่อ และน่าจะปิดได้เท่าไหร่ ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปอย่าง Pipedrive (14 ถึง 69 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือนเมื่อจ่ายรายปี) เหมาะกับทีมเล็กส่วนใหญ่ที่ขายแบบมาตรฐาน ส่วนการทำระบบเองจะคุ้มเมื่อวิธีขายของคุณไม่เข้ากับซอฟต์แวร์เหล่านั้น หรือ pipeline ต้องเชื่อมกับ ERP สต๊อก หรือ LINE OA ที่ใช้อยู่
Sales pipeline คืออะไร
Sales pipeline คือดีลทั้งหมดที่ทีมขายกำลังตามอยู่ เรียงตามว่าแต่ละดีลไปถึงไหนแล้ว ตั้งแต่ลูกค้าทักมาครั้งแรก นัดคุย ส่งใบเสนอราคา ไปจนถึงปิดได้หรือหลุดไป ผู้จัดการฝ่ายขายใช้มันตอบสามคำถามที่ต้องถามทุกสัปดาห์ ตอนนี้มีดีลอะไรค้างอยู่ แต่ละดีลต้องทำอะไรต่อ และเดือนนี้น่าจะปิดได้เท่าไหร่
รายการแบบนี้ใส่ใน Excel ก็ได้ ปัญหาคือพอทีมเกินสองสามคน ไฟล์ก็ไม่อัปเดตตัวเองแล้ว ไม่มีใครเตือนให้โทรตาม ประวัติของแต่ละดีลไปอยู่ในแชต LINE ของเซลส์ สองคนแก้แถวเดียวกัน ส่วนยอดคาดการณ์ก็มาจากที่เซลส์แต่ละคนบอกในที่ประชุมวันจันทร์ ซอฟต์แวร์จัดการ pipeline เก็บขั้น งานถัดไป และประวัติการติดต่อไว้กับดีล เตือนเมื่อดีลเงียบไปนาน แล้วรวมตัวเลขให้เอง
Pipeline เป็นส่วนหนึ่งของ CRM คือส่วนที่ดูแลดีลที่กำลังเดินอยู่ ถ้าอยากเห็นภาพกว้างกว่านี้ ทั้งข้อมูลลูกค้า การเทียบระบบ CRM และการต่อกับ LINE OA ลองอ่านคู่มือเรื่อง CRM ของเรา คู่มือนี้จะเจาะเฉพาะเรื่อง pipeline
Sales pipeline มีกระบวนการอย่างไร มีกี่ขั้น
Pipeline ของงานขาย B2B ส่วนใหญ่มีโครงคล้ายกัน ชื่อขั้นเปลี่ยนให้เข้ากับธุรกิจได้ แต่ทุกขั้นควรนิยามจากสิ่งที่ลูกค้าทำแล้ว ไม่ใช่จากความรู้สึกของเซลส์ว่าดีลนี้น่าจะได้
- Lead: มีคนสนใจเข้ามา อาจมาจากฟอร์มบนเว็บ โทรศัพท์ ข้อความใน LINE หรืองานแสดงสินค้า แต่ยังไม่รู้ว่าเขาซื้อได้จริงไหม
- Qualified: ยืนยันแล้วว่าลูกค้าต้องการจริง มีเงิน มีกรอบเวลาคร่าวๆ และรู้ว่าใครเป็นคนตัดสินใจ
- นัดคุยหรือเดโม: ได้เจอกัน ไปดูหน้างาน หรือสาธิตสินค้าแล้ว และเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร
- เสนอราคา: ส่งใบเสนอราคาไปแล้ว หลายครั้งมีสเปกหรือขอบเขตงานแนบไปด้วย
- ต่อรอง: กำลังคุยเรื่องราคา กำหนดส่ง เงื่อนไขการจ่ายเงิน หรือขอบเขตงาน และอาจต้องแก้ใบเสนอราคา
- ปิดได้หรือหลุด: ได้ใบสั่งซื้อ (PO) หรือเซ็นสัญญา หรือลูกค้าตอบว่าไม่เอา ถ้าหลุดก็ให้จดเหตุผลไว้ด้วย เพราะข้อมูลตรงนี้แหละที่ทีมเอาไปเรียนรู้ต่อได้
| สิ่งที่เกิดขึ้นจริง | ควรปรับ pipeline ยังไง |
|---|---|
| ใบเสนอราคาแก้กันหลายรอบ | เก็บทุกเวอร์ชันไว้กับดีล พร้อมวันที่และชื่อคนที่อนุมัติส่วนลด |
| ลูกค้าตกลงปากเปล่าแล้ว แต่ PO มาอีกหลายวันหรือหลายสัปดาห์ | แยกขั้น ตกลงแล้ว กับ ได้รับ PO ออกจากกัน ยอดคาดการณ์จะได้ไม่นับซ้ำหรือนับเร็วเกินไป |
| ให้เครดิต 30 60 หรือ 90 วัน | ดีลที่ปิดได้ยังไม่ใช่เงินสด ถ้าจะใช้ pipeline วางแผนกระแสเงินสดด้วย ก็ต้องจดเงื่อนไขเครดิตไว้ |
| ฝั่งลูกค้ามีคนอนุมัติหลายชั้น ฝั่งเราก็ต้องขออนุมัติส่วนลด | จดไว้ว่าใครอนุมัติแล้ว ใครยัง และในบริษัทคุณ ใครอนุมัติส่วนลดได้ถึงเท่าไหร่ |
| งานประมูลของภาครัฐหรือบริษัทใหญ่ | เพิ่มขั้นเตรียมเอกสาร ยื่นซอง และรอผล เพราะวันที่ทั้งหมดผู้ซื้อเป็นคนกำหนด |
ตัวเลขไหนใน pipeline ที่ควรดู
ตัวเลขที่ใช้จริงมีอยู่สี่ตัว มูลค่าดีลคือเงินที่ลูกค้าจะจ่าย อัตราปิดการขายรายขั้นคือสัดส่วนของดีลที่มาถึงขั้นนั้นแล้วปิดได้ในที่สุด ตัวเลขนี้ควรคิดจากดีลเก่าของคุณเอง ไม่ใช่ใช้ค่าตั้งต้นที่โปรแกรมให้มา ระยะเวลาปิดการขายคือจำนวนวันที่ดีลหนึ่งใช้ตั้งแต่เป็น lead จนปิดได้ ส่วนยอดคาดการณ์ถ่วงน้ำหนักได้จากการเอามูลค่าของแต่ละดีลคูณอัตราปิดของขั้นที่ดีลนั้นอยู่ แล้วบวกกันทั้งหมด
ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างที่ใช้ตัวเลขกลมๆ สมมติขึ้น ไม่ใช่ข้อมูลของบริษัทไหน ลองดูแล้วจะเห็นว่าทำไมต้องวางแผนจากยอดถ่วงน้ำหนัก ไม่ใช่จากยอดรวม ทีมนี้มีดีลใน pipeline เกือบ 8.9 ล้านบาท แต่ส่วนที่น่าจะปิดได้จริงมีราว 2.75 ล้านบาทเท่านั้น
ยอดถ่วงน้ำหนักจะแม่นแค่ไหนก็ขึ้นกับอัตราปิดที่ใส่เข้าไป ให้คิดจากดีลที่ปิดได้และหลุดไปของคุณเองอย่างน้อยสองสามเดือน แล้วทบทวนทุกไตรมาส ถ้า pipeline เต็มไปด้วยดีลที่ไม่ขยับไปไหน อาการนี้บอกว่าไม่มีใครอัปเดตขั้น ไม่ได้บอกว่าไตรมาสนี้ยอดดี
| ขั้น | ดีลที่เปิดอยู่ | มูลค่ารวม (บาท) | อัตราปิดจากขั้นนี้ | มูลค่าถ่วงน้ำหนัก (บาท) |
|---|---|---|---|---|
| Qualified | 10 | 3,000,000 | 10% | 300,000 |
| นัดคุยหรือเดโม | 6 | 2,400,000 | 25% | 600,000 |
| ส่งใบเสนอราคาแล้ว | 5 | 2,000,000 | 40% | 800,000 |
| ต่อรอง | 3 | 1,500,000 | 70% | 1,050,000 |
| รวม | 24 | 8,900,000 | 2,750,000 |
ซอฟต์แวร์จัดการ pipeline ช่วยให้ขายได้ดีขึ้นยังไง
ซอฟต์แวร์ขายของแทนใครไม่ได้ สิ่งที่มันช่วยได้คือกันไม่ให้ดีลหล่นหายระหว่างคนกับคน ซึ่งเป็นช่องที่ทีมขายเล็กๆ มักเสียดีลไป
- เห็นทุกดีลและงานถัดไปบนบอร์ดเดียว ผู้จัดการรู้ว่าดีลไหนค้างโดยไม่ต้องเรียกประชุม
- เตือนเมื่อถึงวันต้องโทรตาม หรือเมื่อดีลเงียบไปนานเกินไป
- เก็บประวัติไว้กับดีล ทั้งโทรศัพท์ อีเมล การเข้าพบ โน้ต และไฟล์ ใครมารับต่อก็ทำงานต่อได้
- ออกใบเสนอราคาจากดีลได้เลย ข้อมูลลูกค้ากับรายการราคาเติมให้เอง
- ยอดคาดการณ์รวมให้เองจากขั้นและอัตราปิด ไม่ต้องรอเซลส์เดาในที่ประชุมวันจันทร์
- เซลส์ลาออกก็ส่งต่องานได้ ดีลและประวัติอยู่กับบริษัท ไม่ได้อยู่ในมือถือส่วนตัว
- โค้ชทีมจากข้อมูลจริง เห็นว่าดีลของแต่ละคนมักค้างที่ขั้นไหน และขั้นไหนทำดีลหลุดมากที่สุด
- ตั้งให้งานซ้ำๆ ทำเอง เช่น แจก lead ใหม่ให้เซลส์ สร้างงานโทรตาม หรือส่งอีเมลมาตรฐานเมื่อดีลเปลี่ยนขั้น
ซอฟต์แวร์ sales pipeline ตัวไหนนิยม ราคาเท่าไหร่
รายชื่อข้างล่างคือตัวที่ธุรกิจไทยมักหยิบมาเทียบกัน ราคาเป็นตามที่แต่ละเจ้าประกาศไว้บนเว็บตอนที่เราเช็กในเดือนกันยายน 2026 ยังไม่รวม VAT และเปลี่ยนบ่อย ก่อนตั้งงบให้เช็กหน้าราคาของผู้ให้บริการอีกครั้ง เราไม่มีสัญญาพาร์ตเนอร์กับเจ้าไหนและไม่ได้ขายไลเซนส์
พอคนค้นหาซอฟต์แวร์ pipeline ส่วนใหญ่ก็นึกถึง Pipedrive เพราะออกแบบมารอบบอร์ดดีลแบบลากวาง และเริ่มใช้ง่าย HubSpot กับ Salesforce เป็นแพลตฟอร์ม CRM เต็มตัวที่มี pipeline เป็นส่วนหนึ่ง monday sales CRM ต่อยอดมาจากเครื่องมือจัดการงาน Odoo CRM เป็นแอปหนึ่งในระบบที่มีทั้งใบสั่งขาย ใบแจ้งหนี้ และสต๊อก ส่วน Venio เป็นของไทยและคิดราคาเป็นบาท แถวสุดท้ายเป็นของ SyncEdge ใส่ไว้ให้เทียบ ซึ่งเป็นระบบที่เราทำขึ้นให้เฉพาะแต่ละธุรกิจ ไม่ใช่โปรแกรมสำเร็จรูปที่สมัครใช้
| เด่นเรื่อง | ราคาต่อผู้ใช้ที่ประกาศ | หน้าจอภาษาไทย | LINE | ข้อจำกัดหลัก | |
|---|---|---|---|---|---|
| Pipedrive | Pipeline ที่เห็นภาพง่าย เซลส์ยอมอัปเดตจริง | USD 14 (Lite) ถึง 69 (Ultimate) ต่อเดือน จ่ายรายปี ถ้าจ่ายรายเดือนแพงกว่านี้ | ตอนที่เช็กไม่พบภาษาไทยในรายการภาษา ควรถามผู้ให้บริการ | ไม่พบการเชื่อม LINE แบบทางการ ต้องใช้ตัวเชื่อมของบุคคลที่สาม | เน้น pipeline อย่างเดียว ใบเสนอราคาแบบไทย สต๊อก และบัญชีต้องใช้เครื่องมืออื่น |
| HubSpot Sales Hub | Pipeline การตลาด และบริการหลังขายอยู่บนข้อมูลลูกค้าชุดเดียว | Starter USD 20 จ่ายรายเดือน ถูกลงถ้าจ่ายรายปี ส่วน Professional USD 90 จ่ายรายปี บวกค่าเริ่มระบบครั้งเดียว USD 1,500 | มี แต่ทีมซัพพอร์ตและการสอนใช้งานไม่ใช่ภาษาไทย | ผ่านแอปของบุคคลที่สามใน marketplace ไม่ได้มีมาในตัว | ฟีเจอร์ที่ทีมกำลังโตต้องใช้อยู่ในแผน Professional ราคาจึงกระโดดตรงนั้น |
| Salesforce Sales Cloud | ทีมใหญ่ที่กระบวนการซับซ้อนและต้องเพิ่มฟิลด์เองเยอะ | Starter Suite USD 25 ส่วน Pro Suite USD 100 จ่ายรายปี แผนที่สูงกว่าเริ่มที่ USD 195 | มี แต่หน้าช่วยเหลือเป็นภาษาอังกฤษ | มีช่องทาง LINE ในผลิตภัณฑ์ด้านบริการลูกค้า ไม่ใช่ใน CRM ฝั่งขาย | ต้องมีผู้ดูแลระบบที่เก่งหรือพาร์ตเนอร์มาช่วยตั้งค่าและแก้ไข |
| Zoho CRM | ฟีเจอร์เยอะเมื่อเทียบกับราคา และมีแผนฟรี | แผน Standard ถึง Ultimate คิดต่อผู้ใช้ ราคาแสดงตามภูมิภาค จ่ายรายปีถูกกว่า ดูที่หน้าราคาของผู้ให้บริการ | มี | มีการส่งข้อความ LINE สำหรับธุรกิจในตัว บนแผนที่เสียเงิน | ตั้งค่าเยอะ ต้องใช้เวลาเรียนรู้ เอกสารภาษีแบบไทยต้องใช้แอปอื่นของ Zoho หรือทำเพิ่ม |
| monday sales CRM | ทีมที่วางแผนงานใน monday.com อยู่แล้ว | USD 12 (Basic) ถึง 28 (Pro) ต่อคนต่อเดือน จ่ายรายปี ขั้นต่ำ 3 คน | ควรถามผู้ให้บริการ | ไม่พบการเชื่อม LINE แบบทางการ | สร้างบนบอร์ดจัดการงานทั่วไป ตรรกะการขายที่ลึกๆ ต้องหาทางอ้อม |
| Odoo CRM | Pipeline ที่ต่อไปถึงใบเสนอราคา ใบสั่งขาย ใบแจ้งหนี้ และสต๊อกในระบบเดียว | USD 13.50 ถึง 25.50 ต่อเดือน ใช้ได้ทุกแอป ขึ้นกับแผน | มี | ไม่มีตัวเชื่อมทางการ ใช้โมดูลของบุคคลที่สามหรือทำเพิ่ม | คุ้มที่สุดเมื่อใช้ระบบขาย สต๊อก และบัญชีของมันด้วย และต้องตั้งค่าอย่างระวัง |
| Venio (ของไทย) | ทีมเซลส์ภาคสนามในไทย มีเช็กอินและติดตามการเข้าพบลูกค้า | ราคาฐานรายเดือนรวม 5 ผู้ใช้ แล้วคิดเพิ่มต่อคน เริ่มที่ 2,990 บาท | มี | แผน Pro+ ระบุว่ามีแชต Facebook, LINE และ TikTok | เชื่อมกับซอฟต์แวร์ต่างประเทศได้น้อยกว่าเจ้าระดับโลก |
| SyncEdge (ทำระบบให้) | Pipeline ที่ทำตามขั้นการขาย ใบเสนอราคา และการอนุมัติของคุณเอง ต่อกับระบบที่ใช้อยู่แล้ว | ไม่คิดรายหัว ค่าทำระบบราคาเดียว ตกลงกันหลังสรุปขอบเขตงาน แล้วมีค่าเซิร์ฟเวอร์ และค่าดูแลรายเดือนถ้าต้องการ | มี หน้าจอและเอกสารเป็นภาษาไทย ใช้คำที่ทีมคุณใช้อยู่ | ต่อ LINE OA ผ่าน Messaging API แชตจึงไปอยู่กับดีล | จ่ายก้อนแรกสูงกว่า ต้องรอหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าจะได้ใช้ และต้องพึ่งคนที่ดูแลระบบ |
ทำ sales pipeline ใน Excel หรือ Google Sheets ได้ไหม
ได้ และถ้าทีมมีหนึ่งถึงสามคน ก็มักเป็นจุดเริ่มที่เหมาะด้วย ทำหนึ่งแถวต่อหนึ่งดีล คอลัมน์ที่ต้องมีคือ ชื่อดีล ลูกค้า ผู้ติดต่อและเบอร์โทร เซลส์ที่ดูแล ที่มาของ lead ขั้นปัจจุบัน มูลค่าดีล วันที่คาดว่าจะปิด งานถัดไป วันที่ต้องทำงานถัดไป วันที่ติดต่อล่าสุด และเหตุผลถ้าดีลหลุด เพิ่มคอลัมน์อัตราปิดของแต่ละขั้น แล้วใส่สูตรคูณกับมูลค่าอีกช่องเดียว ก็ได้ยอดคาดการณ์ถ่วงน้ำหนักแล้ว
พอทีมโตขึ้น Excel มักพังตรงจุดเดิมๆ
- ไม่มีใครเตือน ไม่กี่สัปดาห์คอลัมน์วันที่งานถัดไปก็ไม่มีใครดูแล้ว
- ไม่มีประวัติ ไฟล์บอกแค่ว่าดีลอยู่ขั้นไหน แต่การโทรและแชต LINE ที่อธิบายที่มาอยู่ที่อื่น
- สองคนแก้แถวเดียวกัน หรือมีคนเรียงคอลัมน์เดียวจนข้อมูลแถวอื่นสลับกันหมด
- เซลส์แต่ละคนเก็บไฟล์ของตัวเองไว้ ไฟล์ของผู้จัดการเลยไม่เคยเป็นข้อมูลล่าสุด
- ต้องพิมพ์ใบเสนอราคาใหม่ใน Word หรือ Excel ราคากับข้อมูลลูกค้าก็เริ่มไม่ตรงกัน
- ไม่มีบันทึกว่าดีลเปลี่ยนขั้นเมื่อไหร่ อัตราปิดกับระยะเวลาปิดการขายก็คิดไม่ได้
ซอฟต์แวร์ pipeline สำเร็จรูปมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
ของสำเร็จรูปทำ pipeline มาตรฐานได้ดี ข้อจำกัดจะโผล่มาตรงที่วิธีขายของคุณไม่ใช่แบบมาตรฐาน หรือตรงที่ pipeline ต้องคุยกับระบบอื่นในบริษัท
- คิดราคารายหัว เซลส์ ผู้ประสานงาน หรือผู้จัดการที่ต้องเข้าระบบเพิ่มขึ้นทุกคน บิลก็โตตาม และส่วนใหญ่คิดเป็นดอลลาร์
- โครงตายตัว เปลี่ยนชื่อขั้นกับฟิลด์ได้ แต่งานประมูล งานโครงการที่แบ่งเฟส การขายผ่านดีลเลอร์ การตั้งราคาสินค้าสั่งผลิต และการอนุมัติส่วนลดหลายชั้น มักใส่ลงในรูปแบบของดีลได้ไม่พอดี
- เอกสารแบบไทย ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และใบเสร็จในรูปแบบที่ลูกค้ากับนักบัญชีของคุณคุ้นเคย มักต้องซื้อส่วนเสริม ใช้อีกโปรแกรม หรือพิมพ์ใหม่เอง
- ข้อมูลแยกกันอยู่ pipeline ไม่รู้ว่ามีสต๊อกเท่าไหร่ กำลังผลิตเหลือแค่ไหน หรือลูกค้าเหลือวงเงินเครดิตเท่าไหร่ พอปิดดีลได้ก็ต้องคีย์ซ้ำเข้า ERP หรือโปรแกรมบัญชี
- ลูกค้าคุยผ่าน LINE เป็นหลัก ถ้าโปรแกรมต่อ LINE ไม่ได้ ประวัติการคุยก็อยู่นอกดีล
- คนไม่ใช้ ถ้าการอัปเดตดีลกินเวลามากกว่าที่เซลส์คิดว่าคุ้ม pipeline ก็ล้าสมัยอยู่ดี ต่อให้โปรแกรมดีแค่ไหน
- การย้ายออก ให้เช็กตั้งแต่ก่อนตัดสินใจว่าส่งออกดีล ประวัติการติดต่อ และไฟล์แนบได้ยังไง อย่ารอไปเช็กตอนจะย้าย
ทำระบบ pipeline เองถูกกว่าจ่ายรายเดือนตอนไหน
คำตอบขึ้นกับจำนวนคนที่ต้องใช้ระบบเป็นหลัก กราฟนี้เป็นตัวอย่างที่คิดจากสมมติฐานที่บอกไว้ตรงนี้ ไม่ใช่ใบเสนอราคาของเจ้าไหน และไม่ใช่ราคาของ SyncEdge ฝั่งรายเดือนใช้ Pipedrive Premium ที่ USD 49 กับ monday sales CRM Pro ที่ USD 28 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน จ่ายรายปีทั้งคู่ คิดที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ ยังไม่รวม VAT ไม่รวมส่วนเสริม ค่าเริ่มระบบ และการขึ้นราคา ฝั่งทำเองสมมติค่าพัฒนา 1.2 ล้านบาท ซึ่งอยู่กลางช่วงของระบบขนาดกลางในคู่มือราคาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ของเรา เฉลี่ยสามปีตกปีละ 400,000 บาท บวกค่าดูแลปีละ 20% ของค่าพัฒนา (240,000 บาท) และค่าเซิร์ฟเวอร์เดือนละ 5,000 บาท (60,000 บาท) รวมราวปีละ 700,000 บาท ตัวเลขฝั่งทำเองเราให้คงที่ทุกขนาดทีมเพื่อให้ดูง่าย ในความเป็นจริงผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มค่าเซิร์ฟเวอร์และค่าดูแลอยู่บ้าง
ตามสมมติฐานนี้ เส้น Pipedrive แซงเส้นทำเองที่ราว 34 คน ส่วนเส้น monday อยู่ต่ำกว่าตลอดทั้งกราฟ กว่าจะไปถึงก็ราว 60 คน และทีมที่เกิน 40 คน monday ให้ขอใบเสนอราคาเอง จุด 50 คนของ monday จึงเป็นตัวเลขที่เราต่อเส้นออกไปเอง ถ้าเป็นแผนที่แพงกว่า จุดตัดก็มาเร็วกว่านี้มาก HubSpot Sales Hub Professional ที่ USD 90 ทะลุปีละ 700,000 บาทตั้งแต่ราว 19 คน ยังไม่นับค่าเริ่มระบบ
สรุปคือถ้าทีมเล็ก เรื่องต้นทุนอย่างเดียวไม่ค่อยเป็นเหตุผลให้ทำเอง ทีมที่ต่ำกว่า 20 คนส่วนใหญ่ทำเองเพราะต้องการระบบที่เข้ากับวิธีขายและต่อกับระบบอื่นได้ ซึ่งหัวข้อถัดไปจะเล่าต่อ ต้นทุนจะเริ่มเป็นเหตุผลก็ตอนที่ทีมโตขึ้น หรือแผนที่ต้องใช้มีราคาสูง
- Pipedrive Premium, USD 49 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- monday sales CRM Pro, USD 28 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- ระบบทำเอง ค่าพัฒนาเฉลี่ย 3 ปีบวกค่าดูแล
| ผู้ใช้ | Pipedrive Premium | monday sales CRM Pro | ระบบทำเอง |
|---|---|---|---|
| 5 | 102,900 | 58,800 | ราว 700,000 |
| 10 | 205,800 | 117,600 | ราว 700,000 |
| 20 | 411,600 | 235,200 | ราว 700,000 |
| 30 | 617,400 | 352,800 | ราว 700,000 |
| 40 | 823,200 | 470,400 | ราว 700,000 |
| 50 | 1,029,000 | 588,000 | ราว 700,000 |
ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับ pipeline แบบไหน ดูจากสี่ตัวอย่าง
ตัวอย่างข้างล่างประกอบขึ้นจากสถานการณ์ที่เจอบ่อย ไม่ใช่ธุรกิจจริงหรือลูกค้าของเรา ลองหาแบบที่ใกล้กับคุณที่สุด
| สถานการณ์ | สิ่งที่มักเหมาะ | เหตุผล | |
|---|---|---|---|
| ทีมขาย 3 คน | เจ้าของกับเซลส์อีกสองคนตามดีลใน Google Sheets ไฟล์เดียว คุยกับลูกค้าทาง LINE การโทรตามขึ้นกับว่าใครจำได้ | จัด Google Sheets ให้เป็นระเบียบและมีวันที่งานถัดไป หรือใช้แผนราคาต่ำอย่าง Pipedrive Lite หรือแผนฟรีของ CRM | สามคนยังเห็นทุกดีลได้เอง สิ่งที่ได้จากโปรแกรมเสียเงินคือการเตือน และถ้าจะย้ายระบบทีหลังก็ไม่ยุ่งยาก |
| ผู้จัดจำหน่ายที่มีเซลส์ 15 คน | เซลส์ส่งใบเสนอราคาหลายสิบใบต่อสัปดาห์จากแม่แบบ Excel ราคาต่างกันตามกลุ่มลูกค้า และส่วนลดต้องให้ผู้จัดการอนุมัติ | Odoo CRM คู่กับแอป Sales หรือ pipeline สำเร็จรูปบวกส่วนเสริมออกใบเสนอราคา ถ้ากติกาการตั้งราคาซับซ้อนก็ทำระบบเอง | ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บอร์ด คอขวดอยู่ที่ใบเสนอราคาต่างหาก การออกใบเสนอราคาจากดีลด้วยรายการราคาที่ถูกต้องช่วยประหยัดเวลาได้มากที่สุด |
| บริษัทรับงานโครงการหรืองานวิศวกรรม | ดีลเป็นงานประมูลหรือโครงการหลักล้าน ใช้เวลาหกถึงสิบแปดเดือน ต้องผ่านการตรวจทางเทคนิค การอนุมัติหลายชั้น และแก้ใบเสนอราคาหลายรอบ | Pipeline ที่ทำขึ้นเฉพาะ มีขั้นประมูลและขั้นอนุมัติ หรือ Salesforce ที่ตั้งค่าเยอะพร้อมผู้ดูแลระบบ | รูปแบบดีลมาตรฐานเก็บเฟส การอนุมัติ และเวอร์ชันของเอกสารได้ไม่ดี และดีลใหญ่ไม่กี่ดีลก็คุ้มค่าตั้งระบบแล้ว |
| โรงงานผู้ผลิต | ก่อนเสนอราคา เซลส์ต้องเช็กสต๊อกและกำลังผลิต พอปิดได้ก็ต้องคีย์คำสั่งซื้อซ้ำเข้า ERP | Pipeline ที่ทำขึ้นเฉพาะและต่อกับ ERP ที่ใช้อยู่ หรือ Odoo ถ้ากำลังจะเปลี่ยน ERP อยู่แล้ว | คุณค่าอยู่ที่การเชื่อมต่อ ตอนเสนอราคาเห็นว่าของมีไหม ปิดดีลแล้วคำสั่งซื้อก็ไหลไปฝ่ายผลิตโดยไม่ต้องพิมพ์ใหม่ |
ใช้ซอฟต์แวร์ pipeline สำเร็จรูป หรือให้ SyncEdge ทำระบบให้ ต่างกันยังไง
โปรแกรมสำเร็จรูปเปิดใช้ pipeline มาตรฐานได้ในสัปดาห์นี้ และผู้ให้บริการดูแลระบบให้ ส่วนระบบที่เราทำให้ต้องจ่ายก้อนแรกสูงกว่าและใช้เวลานานกว่า แต่ทำตามขั้นการขาย เอกสาร และการอนุมัติของคุณเอง และต่อกับ ERP โปรแกรมบัญชี หรือ LINE OA ที่ใช้อยู่ได้ ถ้าวิธีขายของคุณเข้ากับโปรแกรมที่มีอยู่และทีมยังเล็ก โปรแกรมสำเร็จรูปมักคุ้มกว่า และเราจะบอกคุณตรงๆ
| ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป | ระบบที่ SyncEdge ทำให้ | |
|---|---|---|
| เริ่มใช้ได้เมื่อไหร่ | วันนี้เลย ลองแผนฟรีหรือแผนราคาต่ำก่อนได้ | สรุปขอบเขตงานราว 2–3 สัปดาห์ แล้วใช้เวลาทำอีกหลายสัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน |
| จ่ายยังไง | จ่ายรายหัวทุกเดือนตลอดที่ใช้ ส่วนใหญ่คิดเป็นดอลลาร์ | ค่าทำระบบราคาเดียว ตกลงกันก่อนเริ่มงาน แล้วมีค่าเซิร์ฟเวอร์ และค่าดูแลรายเดือนถ้าต้องการ ไม่คิดรายหัว |
| เข้ากับวิธีขายของคุณแค่ไหน | ขั้นและฟิลด์มาตรฐานที่เปลี่ยนชื่อได้ แต่งานประมูล การขายผ่านดีลเลอร์ และสายอนุมัติมักต้องหาทางอ้อม | ขั้น ฟิลด์ กติกาการตั้งราคา และการอนุมัติ ทำตามวิธีที่ทีมคุณขายอยู่ |
| ใบเสนอราคาและเอกสารไทย | แม่แบบใบเสนอราคาต่างกันไปแต่ละโปรแกรม ใบกำกับภาษีแบบไทยมักต้องใช้ส่วนเสริมหรือโปรแกรมอื่น | ออกใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และใบเสร็จจากดีลได้เลย ในรูปแบบที่ลูกค้าและนักบัญชีของคุณคุ้นเคย |
| LINE OA | ขึ้นกับโปรแกรมและแผน บางตัวต่อ LINE ไม่ได้เลย | ต่อผ่าน Messaging API ของ LINE แชตเก็บไว้กับดีล |
| ต่อกับ ERP บัญชี และสต๊อก | ผ่านตัวเชื่อมของผู้ให้บริการ ถ้ามีตัวที่รองรับระบบของคุณ | อ่านและเขียนข้อมูลกับ ERP โปรแกรมบัญชี หรือระบบสต๊อกที่ใช้อยู่ได้ตรงๆ |
| โค้ดและข้อมูลเป็นของใคร | ซอฟต์แวร์เป็นของผู้ให้บริการ ข้อมูลอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของเขา ย้ายออกได้เท่าที่เครื่องมือส่งออกของเขารองรับ | ซอร์สโค้ดและเอกสารเป็นของคุณเมื่อชำระงวดสุดท้าย ระบบรันบนคลาวด์ที่เก็บข้อมูลในประเทศไทย |
| ใครดูแลต่อ | ผู้ให้บริการดูแลเซิร์ฟเวอร์ ความปลอดภัย และฟีเจอร์ใหม่ให้ | เราดูแลต่อผ่านบริการรายเดือน หรือทีมของคุณดูแลเองจากเอกสารที่ส่งมอบ |
เมื่อไหร่ควรทำระบบ sales pipeline เอง และเมื่อไหร่ไม่ควร
ถ้าวิธีขายของคุณคือส่วนที่ของสำเร็จรูปรองรับไม่ได้ การทำเองก็สมเหตุสมผล เช่น งานประมูล งานโครงการที่แบ่งเฟส การขายผ่านดีลเลอร์ที่ต้องมีพอร์ทัลของตัวเอง ราคาที่คำนวณจากสเปก สายอนุมัติหลายชั้น หรือ pipeline ที่ต้องอ่านสต๊อก กำลังผลิต หรือวงเงินเครดิตจากระบบที่ใช้อยู่แล้ว อีกกรณีคือมีคนต้องเข้าระบบเยอะจนบิลรายหัวโตไม่หยุด หรือลูกค้าคุยผ่าน LINE เป็นหลัก แล้วคุณอยากให้แชตเหล่านั้นอยู่กับดีล
ถ้ากระบวนการขายเป็นแบบมาตรฐานและทีมยังเล็ก ก็ยังไม่ควรทำเอง โปรแกรมที่เริ่มใช้ได้ในสัปดาห์นี้ชนะระบบที่ต้องรอทำหลายเดือน แถมผู้ให้บริการดูแลเซิร์ฟเวอร์ ความปลอดภัย และฟีเจอร์ใหม่ให้ด้วย ถ้ายังไม่แน่ใจว่าขั้นของคุณมีอะไรบ้าง ให้เริ่มจาก Excel หรือแผนราคาต่ำ ใช้ไปสักสองสามเดือน พอรู้แล้วว่าระบบต้องทำอะไรค่อยทำเอง
หลายทีมจบที่ตรงกลาง ใช้ของสำเร็จรูปหรือ Odoo กับส่วนที่เป็นมาตรฐาน แล้วทำชิ้นเฉพาะมาเสริมรอบๆ เช่น ระบบออกใบเสนอราคา พอร์ทัลสำหรับดีลเลอร์ หรือตัวเชื่อมกับ ERP และ LINE OA เราทำระบบแบบนี้และวางระบบ Odoo CRM เอง โดยไม่ได้ขายไลเซนส์ของใคร เราจึงไม่มีเหตุผลต้องดันทางไหนเป็นพิเศษ
เช็กว่า pipeline ของคุณถึงเวลาใช้ระบบที่ดีกว่านี้หรือยัง
- ทุกขั้นนิยามจากสิ่งที่ลูกค้าทำแล้ว ไม่ใช่จากความรู้สึก
- ทุกดีลที่เปิดอยู่มีงานถัดไปและวันที่กำกับ
- ดีลที่เงียบไปมีระบบเตือน ไม่ต้องรอประชุมวันจันทร์
- ประวัติของแต่ละดีล รวมแชต LINE อยู่กับดีลนั้น
- ออกใบเสนอราคาจากดีล ไม่ต้องพิมพ์ใหม่
- อัตราปิดรายขั้นคิดจากดีลเก่าของคุณเอง
- เซลส์ลาออกแล้วส่งต่อดีลทั้งหมดได้ภายในวันเดียว
- ดีลที่ปิดได้ไหลเข้า ERP หรือโปรแกรมบัญชีโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ
คำถามที่พบบ่อย
Sales pipeline คืออะไร?
Sales pipeline คือดีลทั้งหมดที่ทีมขายกำลังตามอยู่ เรียงตามขั้นตั้งแต่ลูกค้าทักมาครั้งแรกจนปิดได้หรือหลุดไป ช่วยให้เห็นว่ามีดีลอะไรค้างอยู่ แต่ละดีลต้องทำอะไรต่อ และน่าจะปิดได้เท่าไหร่ ทีมจะได้รู้ว่าควรใช้เวลากับดีลไหน
Sales pipeline มีกระบวนการอย่างไร?
ขั้นที่ใช้กันทั่วไปคือ lead qualified นัดคุยหรือเดโม เสนอราคา ต่อรอง และปิดได้หรือหลุด งานขาย B2B ในไทยมักมีขั้นแก้ใบเสนอราคา ขั้นรออนุมัติ และขั้นรอ PO เพิ่มเข้ามา แต่ละขั้นควรนิยามจากสิ่งที่ลูกค้าทำแล้ว และต้องตรงกับวิธีที่ลูกค้าของคุณซื้อจริง
Sales pipeline กับ CRM ต่างกันยังไง?
Pipeline คือดีลที่กำลังเดินอยู่กับขั้นของมัน ส่วน CRM คือระบบที่กว้างกว่า เก็บทั้ง pipeline ข้อมูลลูกค้า ประวัติการติดต่อ และหลายตัวก็รวมงานการตลาดกับบริการหลังขายไว้ด้วย CRM ส่วนใหญ่มี pipeline อยู่ในตัว และเครื่องมือ pipeline อย่าง Pipedrive ก็โตมาเป็น CRM แล้ว ภาพรวมทั้งหมดอยู่ในคู่มือเรื่อง CRM ของเรา
ใช้ Excel ทำ sales pipeline ได้ไหม?
ได้ ถ้าทีมยังเล็ก ทำหนึ่งแถวต่อหนึ่งดีล มีขั้น มูลค่า วันที่คาดว่าจะปิด งานถัดไป และวันที่ต้องทำ ก็ครอบคลุมเรื่องพื้นฐานแล้ว แต่พอมีหลายคนแก้ไฟล์เดียวกัน ไม่มีใครเตือนให้โทรตาม และใบเสนอราคากับประวัติแชตอยู่ที่อื่น Excel ก็เริ่มไม่ไหว
Pipedrive คืออะไร ราคาเท่าไหร่?
Pipedrive คือซอฟต์แวร์ CRM ที่เน้น pipeline ออกแบบมารอบบอร์ดดีลแบบลากวาง ตอนที่เราเช็กในเดือนกันยายน 2026 ประกาศราคาไว้ตั้งแต่ USD 14 (Lite) ถึง USD 69 (Ultimate) ต่อผู้ใช้ต่อเดือนเมื่อจ่ายรายปี ถ้าจ่ายรายเดือนแพงกว่านี้ และยังไม่รวม VAT ราคาเปลี่ยนได้ ก่อนตัดสินใจให้เช็กหน้าราคาของ Pipedrive อีกครั้ง
ทำระบบ sales pipeline เองคุ้มไหม?
คุ้ม ถ้าวิธีขายของคุณไม่เข้ากับของสำเร็จรูป ถ้า pipeline ต้องต่อกับ ERP สต๊อก หรือ LINE OA หรือถ้ามีผู้ใช้เยอะจนบิลรายหัวสูง แต่ถ้าทีมเล็กและขายแบบมาตรฐาน จ่ายรายเดือนมักถูกกว่าและเริ่มได้เร็วกว่า