คู่มือผู้ซื้อ

ขายของออนไลน์ช่องทางไหนดี แพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย ข้อดี ข้อจำกัด และเมื่อไหร่ควรมีระบบของตัวเอง

มาร์เก็ตเพลสพาคนซื้อมาให้แบบที่ร้านเดียวทำเองไม่ไหว แต่ปี 2569 ทั้งสามเจ้าใหญ่ก็ขึ้นค่าธรรมเนียมกันอีกรอบ คู่มือนี้เทียบช่องทางที่คนขายในไทยใช้กันจริง ว่าแต่ละทางเสียเงินเท่าไหร่ ช่วยได้ถึงแค่ไหน และถึงจุดไหนร้านของตัวเองหรือระบบสั่งซื้อที่ทำขึ้นเฉพาะถึงจะเริ่มคุ้ม

คำตอบสั้นๆ

สำหรับร้านส่วนใหญ่ในไทย คำตอบคือใช้หลายช่องทางคู่กัน ใช้ Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop หาลูกค้าใหม่ แล้วใช้ LINE OA กับร้านของตัวเองรับลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ มาร์เก็ตเพลสมีคนเข้า แต่เก็บส่วนแบ่งจากทุกออเดอร์ ตั้งแต่ 4 ส.ค. 2569 ออเดอร์ 500 บาทของร้าน Non-Mall บน Shopee ในหมวดส่วนใหญ่เสียค่าธรรมเนียมรวมราว 19.5% ส่วนร้านที่ทำขึ้นเฉพาะจะคุ้มก็ต่อเมื่อยอดซื้อซ้ำสูงพอ ในตัวอย่างที่คำนวณไว้คือราว 230,000 บาทต่อเดือน หรือเมื่อวิธีขายของคุณไม่เข้ากับเครื่องมือสำเร็จรูปตัวไหนเลย

ขายของออนไลน์ช่องทางไหนดี สรุปสั้นๆ ก่อน

เริ่มจากที่ที่คนซื้ออยู่แล้ว Shopee, Lazada และ TikTok Shop มีทั้งคนเข้า ความน่าเชื่อถือ ระบบจ่ายเงิน และขนส่งพร้อมตั้งแต่วันแรก คนขายในไทยเกือบทุกร้านจึงอยู่อย่างน้อยสักเจ้า แต่ก็ต้องแลกกับส่วนแบ่งจากทุกออเดอร์ ซึ่งปี 2569 ขึ้นอีกแล้ว ส่วนลูกค้าก็ยังเป็นของแพลตฟอร์มอยู่ดี

สำหรับร้านที่กำลังโต ทางที่ได้ผลที่สุดมักเป็นการใช้คู่กัน ใช้มาร์เก็ตเพลสหาลูกค้าใหม่ แล้วมีช่องทางของตัวเองไว้รับลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ ช่องทางนั้นส่วนใหญ่คือ LINE OA ร้านออนไลน์ของตัวเอง และรายชื่อลูกค้าที่คุณเก็บเอง พอลูกค้าคนเดิมกลับมาซื้อครั้งที่สองที่สาม ก็ไม่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชันให้มาร์เก็ตเพลสอีก

ส่วนการทำระบบเองค่อยมาทีหลัง และต้องมีเหตุผลรองรับ จะคุ้มก็ตอนที่ร้านของตัวเองหรืองานหลังร้านโตเกินกว่าเครื่องมือสำเร็จรูปจะรับไหว เช่น สินค้าสั่งทำ ราคาตัวแทนจำหน่ายที่ต่างกันรายต่อราย หรือขายสี่ช่องทางกับโกดังหนึ่งแห่งแล้วสต๊อกไม่เคยตรงกัน ถ้าคุณเพิ่งเริ่มขายและสินค้ายังไม่รู้ว่าจะไปรอดไหม การทำระบบเองก็แทบจะเร็วเกินไปเสมอ

แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ในไทยมีอะไรบ้าง

คนขายในไทยใช้ช่องทางหลักๆ หกแบบผสมกัน แต่ละแบบไม่ได้แย่งกัน ทำหน้าที่ต่างชั้นกันมากกว่า มาร์เก็ตเพลสไว้หาคนซื้อ โซเชียลไว้เรียกความสนใจ LINE OA ไว้คุยกับลูกค้า ร้านของตัวเองไว้รับลูกค้าประจำ และระบบจัดการออเดอร์ไว้ผูกทุกทางเข้าด้วยกัน ค่าธรรมเนียมในตารางอ่านจากหน้าเว็บของผู้ให้บริการเองเมื่อ 23 ก.ย. 2569 เว้นแต่จะระบุแหล่งอื่น ตัวเลขพวกนี้เปลี่ยนบ่อย ก่อนวางแผนจริงควรเช็กอีกรอบ

ช่องทางขายของออนไลน์หลักในไทย ข้อมูล ก.ย. 2569
คืออะไรช่วยให้ขายได้ยังไงค่าใช้จ่ายหลักข้อมูลลูกค้าอยู่กับใครข้อจำกัดหลัก
มาร์เก็ตเพลส: Shopee, Lazada, TikTok Shopแอปช้อปปิ้งที่คนซื้อเข้ามาค้นหา เทียบราคา และจ่ายเงิน คุณเปิดร้านอยู่ข้างในมีคนซื้อหลายล้านคนอยู่แล้ว มีรีวิว ระบบจ่ายเงิน เก็บเงินปลายทาง ขนส่ง แคมเปญวันเลขเบิ้ล และโฆษณาในแอปค่าคอมมิชชันตามหมวดสินค้า บวกค่าธรรมเนียมชำระเงินราว 3.21% ฝั่ง Shopee ร้าน Non-Mall หมวดส่วนใหญ่จ่ายค่าคอมมิชชัน 16.05% ตั้งแต่ 4 ส.ค. 2569แพลตฟอร์ม คุณได้แค่ข้อมูลที่ต้องใช้ส่งของ และกติกาแชตของ Shopee ห้ามโปรโมตช่องทางติดต่ออื่นนอก Shopeeค่าธรรมเนียมขึ้นได้เรื่อยๆ คู่แข่งวางอยู่หน้าเดียวกัน และลูกค้าเป็นของแพลตฟอร์ม
โซเชียลคอมเมิร์ซ: Facebook, Instagramโพสต์ ไลฟ์ และแชต แล้วปิดการขายใน Messenger หรือข้อความของ Instagramเข้าถึงคนผ่านผู้ติดตาม การแชร์ ไลฟ์ขายของ และโฆษณาที่เลือกกลุ่มคนได้ไม่มีค่าคอมมิชชันจากยอดขาย แต่มีค่าโฆษณา และค่าแรงคนที่นั่งตอบแชตMeta ถือเพจ ผู้ติดตาม และการมองเห็นไว้ แชตทั้งหมดก็อยู่ในกล่องข้อความของ Metaคนจะเห็นแค่ไหนขึ้นกับอัลกอริทึมกับงบโฆษณา และทุกออเดอร์ต้องมีคนรับเอง
LINE OA และ MyShop by LINEบัญชีธุรกิจของคุณใน LINE จะผูกร้านค้าไว้ด้วยก็ได้คุยกับลูกค้าในแอปที่เขาเปิดทุกวัน ส่งโปรโมชัน และปิดการขายในแชตได้เลยLINE OA มีแผนฟรี หรือ Basic 1,280 บาท Pro 1,780 บาทต่อเดือน ยังไม่รวม VAT ส่วน MyShop คิดค่าธรรมเนียมเริ่มที่ 3%รายชื่อเพื่อนอยู่ใน LINE คุณส่งข้อความหาได้ แต่ไม่ได้เบอร์โทรลูกค้า ถ้าไม่ได้ขอเองหาลูกค้าใหม่เองได้น้อย เหมาะกับลูกค้าที่รู้จักร้านอยู่แล้ว
เครื่องมือทำร้านของตัวเอง: Shopify, WooCommerce, LnwShopเว็บร้านค้าภายใต้ชื่อและโดเมนของคุณเอง ทำจากแพลตฟอร์มสำเร็จรูปลูกค้าเก่ากลับมาซื้อได้โดยไม่เสียค่าคอมมิชชัน ใช้แบรนด์ตัวเอง ตั้งโปรโมชันและราคาสมาชิกเองได้Shopify Basic เดือนละ 39 ดอลลาร์ บวกค่าธรรมเนียม 2% เพราะ Shopify Payments ยังไม่เปิดในไทย WooCommerce ใช้ฟรีแต่ต้องมีโฮสติ้ง LnwShop มีแพ็กเกจฟรีคุณ ภายใต้ข้อตกลงและการดึงข้อมูลออกที่แพลตฟอร์มนั้นให้ทำได้ไม่มีคนเข้าร้านมาให้ ทุกคนที่เข้ามาคุณต้องพามาเอง
ระบบจัดการออเดอร์และสต๊อก: ZORT, Page365ระบบหลังร้านที่ดึงออเดอร์จากหลายช่องทางมารวมไว้ในรายการเดียวสต๊อกชุดเดียวทุกช่องทาง แพ็กของและพิมพ์ใบปะหน้าเร็วขึ้น แชตกับบิลอยู่ที่เดียวกันแพ็กเกจรายเดือนหรือรายปีตามจำนวนออเดอร์ Page365 เริ่มที่ 799 บาทต่อเดือนสำหรับ 800 บิลคุณ แต่อยู่ในระบบของผู้ให้บริการทำได้เท่าที่การเชื่อมต่อของแต่ละแพลตฟอร์มเปิดให้ และไม่ได้เปลี่ยนวิธีขายของคุณ
ร้านหรือระบบสั่งซื้อที่ SyncEdge ทำให้ร้านค้า พอร์ทัล หรือระบบรับออเดอร์ ที่ออกแบบตามวิธีขายของธุรกิจคุณรองรับสินค้าสั่งทำ ชุดสินค้า ราคาตัวแทน และเครดิตลูกค้า B2B รับเงินผ่าน PromptPay, 2C2P, Omise แล้วต่อเข้าสต๊อก บัญชี และขนส่งได้ค่าทำระบบ ตามด้วยค่าโฮสติ้งและค่าดูแล จ่ายแค่ค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน ไม่มีส่วนแบ่งจากยอดขายคุณทั้งหมดต้องลงเงินก่อน และต้องมีคนดูแลต่อ ที่สำคัญคือยังไม่มีคนเข้าร้านมาให้เหมือนเดิม

แพลตฟอร์มช่วยให้ขายดีขึ้นตรงไหน

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มขาย มาร์เก็ตเพลสทำให้ได้ในวันเดียว ในสิ่งที่ถ้าทำเองต้องใช้เวลาเป็นเดือน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด:

  • มีคนเข้า: คนซื้อค้นหาสินค้าแบบของคุณอยู่ในแอปแล้ว หน้าสินค้าดีๆ หน้าเดียวก็ขายได้โดยไม่ต้องยิงแอด
  • ความน่าเชื่อถือ: เรตติ้ง รีวิว และการคุ้มครองผู้ซื้อของแพลตฟอร์ม ทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักร้านกล้าจ่ายเงิน
  • จ่ายเงินได้ทุกแบบ: บัตร พร้อมเพย์ วอลเล็ต ผ่อน และเก็บเงินปลายทาง มีให้ครบ ไม่ต้องไปทำสัญญากับผู้ให้บริการรับชำระเงินเอง
  • ขนส่ง: ใบปะหน้า รถเข้ารับ และเลขพัสดุมากับร้าน ถ้าส่งของแล้วมีปัญหา แพลตฟอร์มก็ช่วยเคลียร์กับคนซื้อให้
  • แคมเปญวันเลขเบิ้ล: 9.9, 10.10, 11.11, 12.12 กับโปรเงินเดือนออก แพลตฟอร์มลงเงินดึงคนซื้อเข้ามาเป็นระลอก
  • โฆษณากับนายหน้า: จ่ายเงินให้สินค้าขึ้นไปอยู่บนๆ ในผลค้นหาได้ และมีครีเอเตอร์ช่วยขายแลกกับค่าคอมมิชชัน
  • ไลฟ์ขายของ: TikTok Shop, Shopee Live และ Facebook Live ให้คุณโชว์สินค้าไปพร้อมกับรับออเดอร์

ค่าธรรมเนียม Shopee Lazada TikTok Shop ปี 2569 เท่าไหร่ คิดยังไง

ทั้งสามเจ้าเก็บเงินเป็นสามชั้น ชั้นแรกคือค่าคอมมิชชันจากราคาสินค้า ซึ่งต่างกันไปตามหมวด ชั้นที่สองคือค่าธรรมเนียมชำระเงินราว 3.21% รวม VAT ชั้นที่สามมีเฉพาะ Shopee กับ TikTok Shop คือ 1.07 บาทต่อออเดอร์ที่สำเร็จ ถ้าใน 30 วันที่ผ่านมาร้านมีออเดอร์ไม่เกิน 100 รายการ ทั้งสองเจ้าก็ยกเว้นให้ ส่วนโปรแกรมเสริมอย่างส่งฟรีหรือคืนเหรียญ ค่าโฆษณา และค่าคอมมิชชันนายหน้า ต้องบวกเพิ่มจากนี้อีก

ปี 2569 ทั้งสามเจ้าขึ้นค่าคอมมิชชันกันหมด Shopee ขึ้นสามรอบ คือ 7 เมษายน 1 มิถุนายน และ 4 สิงหาคม Lazada ขึ้นสองรอบ คือ 1 พฤษภาคม และ 1 สิงหาคม TikTok Shop ขึ้นเมื่อ 5 กรกฎาคม และตั้งแต่ 21 มีนาคม ก็เปลี่ยนมาคิดค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อจากราคาก่อนหักส่วนลดของแพลตฟอร์มด้วย แค่รอบเดือนสิงหาคมรอบเดียว หมวดส่วนใหญ่ของร้าน Non-Mall บน Shopee ก็ขยับจาก 13.91% เป็น 16.05% แล้ว

ลองคิดออเดอร์ 500 บาทของร้าน Non-Mall บน Shopee ในหมวดที่เก็บ 16.05% จะเป็นค่าคอมมิชชัน 80.25 บาท ค่าธรรมเนียมชำระเงิน 16.05 บาท และค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ 1.07 บาท รวมราว 97 บาท หรือประมาณ 19.5% ของยอดขาย ถ้าเป็นก่อน 4 ส.ค. ออเดอร์เดียวกันเสียราว 87 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าส่ง โปรแกรมเสริม และโฆษณา ส่วนร้านเล็กที่ยอดขาย 30 วันไม่เกิน 10,000 บาท จะได้ส่วนลดค่าคอมมิชชัน 0.5% ถึง 1.5%

ค่าธรรมเนียมร้าน Non-Mall หลังการปรับรอบล่าสุดของปี 2569 ตามที่ประกาศ
ShopeeLazadaTikTok Shop
ค่าคอมมิชชันตอนนี้7.49% ถึง 17.12% รวม VAT หมวดส่วนใหญ่ 16.05% ตั้งแต่ 4 ส.ค. 25695.5% ถึง 16% ก่อน VAT หรือราว 5.89% ถึง 17.12% เมื่อรวม VAT ตั้งแต่ 1 ส.ค. 25696.42% ถึง 11.77% รวม VAT ตั้งแต่ 5 ก.ค. 2569
ค่าคอมมิชชันก่อนรอบนั้น7.49% ถึง 14.98% หมวดส่วนใหญ่ 13.91%5.5% ถึง 13% ก่อน VAT6.42% ถึง 9.63%
ค่าธรรมเนียมชำระเงิน3% บวก VAT คิดจากราคาสินค้ารวมค่าส่ง3.21% รวม VAT3.21% รวม VAT คิดจากราคาก่อนหักส่วนลดของแพลตฟอร์ม
ค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์1 บาทบวก VAT ยกเว้นให้ร้านที่มีไม่เกิน 100 ออเดอร์ใน 30 วันไม่พบในประกาศ1.07 บาท ยกเว้นให้ร้านที่มีไม่เกิน 100 ออเดอร์ใน 30 วัน
ขึ้นค่าคอมมิชชันในปี 2569สามรอบสองรอบอย่างน้อยหนึ่งรอบ
ร้าน Mall หรือร้านทางการสูงสุด 19.26% รวม VATสูงสุด 17.5% ก่อน VATสูงสุด 13.91% รวม VAT

ขายบนแพลตฟอร์มติดตรงไหนบ้าง

ข้อจำกัดพวกนี้ไม่ได้แปลว่าควรเลิกขายบนมาร์เก็ตเพลส แค่บอกว่าไม่ควรฝากทุกอย่างไว้ที่เดียวเท่านั้นเอง

  • ค่าธรรมเนียมขึ้นได้ตลอดและต่อรองไม่ได้: รอบปี 2569 เพิ่มค่าคอมมิชชันราวสองจุดเปอร์เซ็นต์ในหมวดส่วนใหญ่ของ Shopee ถ้าไม่กินกำไรคุณ ก็ต้องไปขึ้นราคาสินค้าแทน
  • ลูกค้าเป็นของแพลตฟอร์ม: คุณส่งของถึงมือเขาก็จริง แต่กติกาแชตของ Shopee ห้ามโปรโมตช่องทางติดต่ออื่น จะดึงลูกค้าจากมาร์เก็ตเพลสมาเป็นลูกค้าประจำของร้านเองจึงยากตั้งแต่ต้น
  • ยอดขายขึ้นกับอัลกอริทึมและโฆษณา: อันดับในผลค้นหาเปลี่ยน หรือคู่แข่งอัดงบแอดเพิ่ม ออเดอร์ก็หายไปครึ่งหนึ่งได้โดยไม่มีใครเตือน
  • สงครามราคาห่างแค่ปลายนิ้ว: สินค้าของคุณวางอยู่ข้างคู่แข่ง ซึ่งหลายเจ้าขายถูกกว่า กำไรต่อชิ้นก็ค่อยๆ บางลง
  • กติกาเปลี่ยนได้ และบัญชีอาจโดนระงับ: นโยบายใหม่หรือคะแนนโทษอาจจำกัดหรือปิดร้านได้ บางโปรแกรมแพลตฟอร์มก็เปิดให้ร้านเอง ตามที่ประชาชาติธุรกิจรายงาน เมื่อ ส.ค. 2569 คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สั่งปรับ Shopee ประเทศไทยราว 3.48 ล้านบาท กรณีดึงร้านค้าเข้าโปรแกรมส่งฟรีพิเศษกับ Coins Cashback โดยร้านไม่ได้ยินยอม
  • ปรับแต่งได้น้อย: หน้าร้านหน้าตาเหมือนร้านอื่นทุกร้าน จะขายเป็นชุด สินค้าสั่งทำ หรือราคาตัวแทน ก็ทำได้เท่าที่แพลตฟอร์มเปิดให้
  • ข้อมูลและการเชื่อมระบบมีขีดจำกัด: คุณดูรายงานของร้านตัวเองได้ แต่จะดึงข้อมูลลูกค้าออก หรือต่อร้านเข้ากับระบบบัญชีและสต๊อก ก็ขึ้นกับว่า API และรายงานของแพลตฟอร์มเปิดให้แค่ไหน
  • สต๊อกหลายช่องทางวุ่น: สินค้าชิ้นเดียวลงขายทั้ง Shopee, Lazada, TikTok Shop และ Facebook พร้อมกัน ขายซ้ำสองรอบได้ง่ายมาก พอขายเกินสต๊อกแล้วต้องยกเลิกออเดอร์ ก็อาจโดนคะแนนโทษตามมาอีก

ทำเว็บขายของเองคุ้มไหม ลองเทียบค่าใช้จ่ายต่อเดือน

คุ้มหรือไม่คุ้มขึ้นกับยอดขายจากลูกค้าที่รู้จักร้านอยู่แล้ว ร้านของตัวเองไม่ได้พาคนซื้อใหม่มาให้ ถ้าจะเทียบให้แฟร์ก็ต้องเทียบเฉพาะออเดอร์ซื้อซ้ำ คือลูกค้าที่พร้อมกลับมาซื้อกับคุณโดยตรง ถ้ามีช่องทางให้เขา กราฟข้างล่างคิดค่าใช้จ่ายของออเดอร์กลุ่มนี้ไว้สามทาง เป็นตัวอย่างจากสมมติฐานที่เขียนไว้ ไม่ใช่ใบเสนอราคา

สมมติฐาน ออเดอร์เฉลี่ย 500 บาท มาร์เก็ตเพลสใช้อัตราที่พบบ่อยที่สุดของร้าน Non-Mall บน Shopee คือ 16.05% บวกค่าธรรมเนียมชำระเงิน 3.21% และ 1.07 บาทต่อออเดอร์ รวมราว 19.5% ไม่รวมค่าส่ง โปรแกรมเสริม และโฆษณา ร้านบน Shopify Basic คิดเดือนละ 39 ดอลลาร์ ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ ค่าแอปเสริมเดือนละ 3,000 บาท ค่าธรรมเนียม 2% และ LINE OA แผน Basic 1,369.60 บาทรวม VAT ร้านที่ทำขึ้นเฉพาะคิดค่าทำ 800,000 บาท เฉลี่ยลงไป 36 เดือน ค่าดูแลปีละ 15% ของค่าทำ ค่าโฮสติ้งเดือนละ 5,000 บาท และ LINE OA แผนเดียวกัน ร้านของตัวเองทั้งสองแบบจ่ายค่ารับชำระเงินตามอัตราที่ Opn Payments ประกาศ บัตร 3.65% พร้อมเพย์ 1.65% บวก VAT สมมติว่าลูกค้าจ่ายแต่ละแบบครึ่งหนึ่ง เฉลี่ยราว 2.84%

ผลที่ได้คือ ถ้ายอดจากลูกค้าซื้อซ้ำเกินราว 40,000 บาทต่อเดือน ร้านบน Shopify ก็ถูกกว่ามาร์เก็ตเพลสแล้ว ส่วนร้านที่ทำขึ้นเฉพาะจะถูกกว่ามาร์เก็ตเพลสเมื่อยอดถึงราว 230,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าดูค่าธรรมเนียมอย่างเดียว ร้านที่ทำเองจะถูกกว่า Shopify ก็ต่อเมื่อยอดขึ้นไปถึงราว 1.6 ล้านบาทต่อเดือน เหตุผลที่ควรทำระบบเองจึงแทบไม่เคยอยู่ที่ค่าธรรมเนียมที่ประหยัดได้ อยู่ที่ความเข้ากับวิธีขาย ข้อมูล และการเชื่อมระบบต่างหาก อ่านต่อได้ในหัวข้อถัดๆ ไป สิ่งที่กราฟไม่ได้นับคือต้นทุนหาลูกค้าใหม่เข้าร้านตัวเอง ทั้งค่าโฆษณา คอนเทนต์ และข้อความบรอดแคสต์ทาง LINE OA ซึ่งมาร์เก็ตเพลสรวมไว้ในค่าคอมมิชชันแล้ว

ค่าใช้จ่ายต่อเดือนของออเดอร์ซื้อซ้ำ หน่วยหมื่นบาท (ตัวเลขตัวอย่าง)
  • มาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย
  • ร้านของตัวเองบน Shopify Basic
  • ร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี
ค่าใช้จ่ายต่อเดือน หน่วยหมื่นบาท เทียบกับยอดขายต่อเดือน 100,000 ถึง 600,000 บาท มาร์เก็ตเพลสเพิ่มจาก 1.95 เป็น 11.68 ร้านบน Shopify เพิ่มจาก 1.06 เป็น 3.47 ร้านที่ทำขึ้นเฉพาะเพิ่มจาก 4.14 เป็น 5.56 เส้นมาร์เก็ตเพลสแซงร้านที่ทำเองที่ยอดราว 230,000 บาทต่อเดือน01234567891011121 แสน2 แสน3 แสน4 แสน5 แสน6 แสนยอดขายจากลูกค้าซื้อซ้ำต่อเดือน (บาท)มาร์เก็ตเพลสแซงร้านที่ทำเองที่ราว 2.3 แสนมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 1 แสน: 1.95 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 2 แสน: 3.89 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 3 แสน: 5.84 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 4 แสน: 7.79 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 5 แสน: 9.74 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 6 แสน: 11.68 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส11.7ร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 1 แสน: 1.06 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 2 แสน: 1.54 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 3 แสน: 2.02 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 4 แสน: 2.51 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 5 แสน: 2.99 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 6 แสน: 3.47 หมื่นบาทร้าน Shopify3.5ร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 1 แสน: 4.14 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 2 แสน: 4.43 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 3 แสน: 4.71 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 4 แสน: 4.99 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 5 แสน: 5.28 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 6 แสน: 5.56 หมื่นบาทร้านที่ทำเอง5.601234567891011121 แสน2 แสน3 แสน4 แสน5 แสน6 แสนยอดขายจากลูกค้าซื้อซ้ำต่อเดือน (บาท)มาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 1 แสน: 1.95 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 2 แสน: 3.89 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 3 แสน: 5.84 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 4 แสน: 7.79 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 5 แสน: 9.74 หมื่นบาทมาร์เก็ตเพลส ราว 19.5% ของยอดขาย · ยอดขาย 6 แสน: 11.68 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 1 แสน: 1.06 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 2 แสน: 1.54 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 3 แสน: 2.02 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 4 แสน: 2.51 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 5 แสน: 2.99 หมื่นบาทร้านของตัวเองบน Shopify Basic · ยอดขาย 6 แสน: 3.47 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 1 แสน: 4.14 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 2 แสน: 4.43 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 3 แสน: 4.71 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 4 แสน: 4.99 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 5 แสน: 5.28 หมื่นบาทร้านที่ทำขึ้นเฉพาะ เฉลี่ยค่าทำ 3 ปี · ยอดขาย 6 แสน: 5.56 หมื่นบาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนของออเดอร์ซื้อซ้ำ ตามสมมติฐานข้างบน (ตัวเลขตัวอย่าง)
ยอดขายต่อเดือนมาร์เก็ตเพลสร้าน Shopifyร้านที่ทำเอง
100,000 บาทราว 19,500 บาทราว 10,600 บาทราว 41,400 บาท
300,000 บาทราว 58,400 บาทราว 20,200 บาทราว 47,100 บาท
600,000 บาทราว 116,800 บาทราว 34,700 บาทราว 55,600 บาท
ตัวที่ทำให้ขึ้นส่วนแบ่งจากทุกออเดอร์ค่าคงที่ไม่มาก บวกราว 4.8% ของยอดขายค่าคงที่ก้อนใหญ่ บวกราว 2.8% ของยอดขาย

ร้านแบบไหนเหมาะกับช่องทางแบบไหน ลองดูสี่สถานการณ์ตัวอย่าง

สี่ธุรกิจข้างล่างเป็นตัวอย่างที่ผสมขึ้นจากสถานการณ์ที่เจอกันบ่อย ไม่ใช่ลูกค้าของเรา ลองหาแถวที่ใกล้กับร้านของคุณที่สุด แล้วค่อยกลับไปอ่านรายละเอียดในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

สี่สถานการณ์ตัวอย่าง (ผสมขึ้นเพื่ออธิบาย ไม่ใช่ธุรกิจจริง)
สถานการณ์ทางที่มักจะเหมาะเพราะอะไร
คนเพิ่งเริ่มขาย กำลังลองสินค้าขายอุปกรณ์เสริมมือถือคนเดียว ยังไม่รู้ว่าตัวไหนจะขายดี ได้ราว 50 ออเดอร์ต่อเดือนเปิดร้านบนมาร์เก็ตเพลส แล้วเปิด LINE OA แผนฟรีไว้เก็บลูกค้าที่ทักมาถามคนเข้าร้านกับระบบจ่ายเงินมีให้พร้อม ยอดระดับนี้ยังได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ และไม่ต้องเสียเงินทำอะไรก่อนรู้ว่าสินค้าไปได้
แบรนด์ที่กำลังโต ลูกค้าซื้อซ้ำเยอะแบรนด์สกินแคร์ที่ขายบน Shopee กับ TikTok Shop เป็นหลัก ออเดอร์จำนวนมากมาจากลูกค้าคนเดิมทุกเดือน และค่าธรรมเนียมเพิ่งขึ้นอีกในปี 2569ขายบนมาร์เก็ตเพลสต่อ แล้วเพิ่มร้านของตัวเอง LINE OA และ CRM สำหรับลูกค้าประจำ ให้ราคาสมาชิกเฉพาะช่องทางนี้ออเดอร์ซื้อซ้ำทุกออเดอร์ที่ย้ายมาช่องทางของตัวเอง ประหยัดค่าคอมมิชชันไปเกือบทั้งหมด และแบรนด์ก็มีรายชื่อลูกค้าเป็นของตัวเองเสียที
ร้านที่ขายสี่ช่องทางแล้วขายเกินสต๊อกร้านเสื้อผ้าบน Shopee, Lazada, TikTok Shop และ Facebook ตัดสต๊อกเองด้วยมือ ต้องยกเลิกออเดอร์ทุกสัปดาห์เพราะของหมดไปแล้วระบบจัดการออเดอร์และสต๊อกอย่าง ZORT หรือ Page365 หรือเชื่อมทุกช่องทางเข้ากับระบบสต๊อกที่ใช้อยู่แล้วมีสต๊อกชุดเดียวที่อัปเดตทุกช่องทางพร้อมกัน ขายเกินก็หยุด คะแนนโทษก็หยุด โดยไม่ต้องเปลี่ยนที่ขาย
ร้านค้าส่งที่ไม่มีแพลตฟอร์มไหนรองรับวิธีขายร้านวัสดุก่อสร้างที่ขายให้ผู้รับเหมา 300 ราย แต่ละรายมีราคาและเครดิตของตัวเอง รับออเดอร์ทาง LINE กับโทรศัพท์ระบบสั่งซื้อหรือพอร์ทัลตัวแทนที่ทำขึ้นเฉพาะ ต่อเข้าสต๊อกและบัญชีมาร์เก็ตเพลสโชว์ราคาเดียวให้ทุกคน และจ่ายเงินตอนรับของ ธุรกิจนี้ต้องมีราคาต่อลูกค้า เครดิต และใบแจ้งหนี้ ซึ่งมีแต่ระบบที่ออกแบบตามงานนี้ถึงจะรองรับได้

ใช้ Shopify หรือเครื่องมือสำเร็จรูป หรือให้ SyncEdge ทำร้านให้ ต่างกันยังไง

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มขายหรือร้านยังเล็ก เครื่องมือสำเร็จรูปอย่าง Shopify, WooCommerce หรือ LnwShop มักเหมาะกว่า เปิดร้านได้เร็ว ค่าใช้จ่ายรายเดือนไม่สูง ธีมกับแอปก็มีครบเกือบทุกอย่างที่ร้านขายปลีกต้องใช้ ร้านที่ SyncEdge ทำให้จะคุ้มก็ตอนที่วิธีขายของคุณไม่เข้ากับธีมและแอปพวกนั้น หรือร้านต้องทำงานเป็นระบบเดียวกับสต๊อก บัญชี และ LINE OA

ถ้าแพลตฟอร์มสำเร็จรูปรับไหว เราก็ทำบน Shopify หรือ WooCommerce ถ้ารับไม่ไหว เราเขียนร้านหรือระบบสั่งซื้อขึ้นเองทั้งระบบ ตารางนี้เทียบร้านที่คุณตั้งเองบนเครื่องมือสำเร็จรูป กับร้านที่เราทำให้

เทียบร้านที่ตั้งเองบนเครื่องมือสำเร็จรูป กับร้านที่ SyncEdge ทำให้
ตั้งเองบนเครื่องมือสำเร็จรูป เช่น Shopifyให้ SyncEdge ทำให้
ใช้เวลากว่าจะเปิดร้านไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ เลือกธีม ลงแอป แล้วเปิดขายได้เลยนานกว่า ขึ้นกับจำนวนสินค้าและระบบที่ต้องเชื่อม ตกลงขอบเขตงานกันให้ชัดก่อนเริ่มทำ
ค่าใช้จ่ายเป็นแบบไหนค่าแพ็กเกจรายเดือนกับค่าแอป บน Shopify มีค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 2% เพราะ Shopify Payments ยังไม่เปิดในไทยค่าทำร้านก้อนแรก ตามด้วยค่าโฮสติ้งหรือค่าแพ็กเกจแพลตฟอร์ม และค่าดูแลรายเดือนถ้าให้เราดูแลต่อ ไม่มีส่วนแบ่งจากยอดขาย
เข้ากับวิธีขายของคุณแค่ไหนได้เท่าที่ธีมกับแอปรองรับ ร้านปลีกที่ขายราคาเดียวทุกคนไปได้ดี แต่ราคาตัวแทน เครดิตเทอม หรือสินค้าสั่งทำ มักต้องทำอ้อมๆ หรือซื้อแอปเพิ่มหน้าสินค้า ตะกร้า และขั้นตอนสั่งซื้อ ออกแบบตามวิธีขายของคุณ ทั้งราคา B2B สินค้าสั่งทำ ชุดสินค้า และพอร์ทัลตัวแทนจำหน่าย
รับเงินช่องทางไทยผ่านผู้ให้บริการรับชำระเงินภายนอก เช่น 2C2P หรือ Opn Payments คุณต้องเชื่อมและทดสอบเองเราตั้งค่า 2C2P, Omise, PromptPay QR และโอนผ่านธนาคารไทยให้ แล้วลองจ่ายจริงบนแอปธนาคารในมือถือก่อนเปิดร้าน
ต่อกับมาร์เก็ตเพลส สต๊อก บัญชี และ LINE OAผ่านแอปหรือระบบจัดการออเดอร์ ได้เท่าที่แต่ละตัวเชื่อมถึงต่อเข้าสต๊อก บัญชี LINE OA และขนส่งอย่าง Kerry Express, Flash Express, J&T ส่วนมาร์เก็ตเพลสต่อได้เท่าที่ API ของแต่ละเจ้าเปิดให้ ออเดอร์คีย์ครั้งเดียวแล้วไหลต่อเอง
ข้อมูลลูกค้าเป็นของคุณ แต่อยู่ในระบบของแพลตฟอร์ม ดึงออกได้ตามเงื่อนไขที่เขากำหนดเป็นของคุณ ถ้าเราเขียนร้านขึ้นเอง ฐานข้อมูลจะอยู่ที่ที่คุณเลือก ซึ่งช่วยเรื่อง PDPA
ใครดูแลหลังเปิดร้านShopify ดูแลตัวแพลตฟอร์มให้ ส่วน WooCommerce คุณต้องดูแลโฮสติ้งและอัปเดตเองเราดูแลแบบรายเดือน ครอบคลุมอัปเดต ความปลอดภัย การมอนิเตอร์ และปรับแก้เล็กๆ น้อยๆ หรือจะให้ทีมของคุณดูแลเองก็ได้
ลูกค้าใหม่ไม่มีเข้ามาเอง ทุกคนที่เข้าร้านคุณต้องพามาเองไม่มีเข้ามาเองเหมือนกัน คนเข้าร้านยังต้องมาจากโฆษณา คอนเทนต์ มาร์เก็ตเพลส และ LINE OA ของคุณ

ขายหลายช่องทาง ทำยังไงไม่ให้ขายเกินสต๊อก

ให้มีสต๊อกชุดเดียว แล้วให้ทุกช่องทางอ่านจากชุดนั้น ถ้าขายแค่สองช่องทางและสินค้าไม่กี่สิบรายการ สเปรดชีตที่อัปเดตทุกวันอย่างมีวินัยก็ยังพอไหว ถ้ามากกว่านั้น ระบบจัดการออเดอร์ที่ต่อกับ Shopee, Lazada, TikTok Shop และร้านของคุณเอง จะตัดสต๊อกทุกช่องทางทันทีที่มีออเดอร์เข้าจากที่ไหนก็ตาม ถ้ามีระบบสต๊อกหรือ ERP อยู่แล้ว ก็เอาช่องทางขายไปต่อกับระบบนั้นแทน จะได้ไม่มีสต๊อกชุดที่สองให้คอยตามแก้ คู่มือเรื่องคุมสต๊อกด้วย Excel ของเรามีสัญญาณบอกไว้ ว่าสเปรดชีตเริ่มเอาไม่อยู่ตอนไหน

เมื่อไหร่ควรมีร้านหรือระบบสั่งซื้อของตัวเอง

ควรมีเมื่อวิธีขายเป็นส่วนหนึ่งของจุดต่างของธุรกิจ หรือเมื่อเครื่องมือที่เช่าอยู่บังคับให้ต้องทำอ้อมๆ ตลอด เรารับทำร้านออนไลน์ ระบบสั่งซื้อ พอร์ทัลตัวแทน และระบบเชื่อมต่อระหว่างกัน เราจึงอยู่ฝั่งคนทำระบบในเรื่องนี้ ข้างล่างคือจุดที่เราคิดว่าทำแล้วคุ้ม และหัวข้อถัดไปคือจุดที่ยังไม่คุ้ม

ส่วนใหญ่ที่ทำแล้วคุ้ม มักมาจากเหตุผลเหล่านี้:

  • ลูกค้าเป็นของคุณ: ทุกออเดอร์ ช่องทางติดต่อ และประวัติการซื้ออยู่ในฐานข้อมูลของคุณเอง จะชวนลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำผ่าน LINE OA กับ CRM ก็ทำได้ ไม่ต้องเช่าสิทธิ์เข้าถึงลูกค้าของตัวเอง
  • ร้านที่ออกแบบตามสินค้า: ขายเป็นชุด สินค้าสั่งทำ สมัครสมาชิกรายเดือน ราคาขายส่งแยกรายลูกค้า เครดิตเทอม และพอร์ทัลตัวแทน ซึ่งร้านสำเร็จรูปหรือมาร์เก็ตเพลสทำให้ไม่ได้
  • งานเดินเป็นเส้นเดียว: มาร์เก็ตเพลส ร้านของตัวเอง LINE OA สต๊อก และบัญชีต่อถึงกันหมด ออเดอร์คีย์ครั้งเดียวแล้วไหลต่อไปถึงแพ็กของ ออกใบแจ้งหนี้ และรายงานเอง
  • เลิกจ่ายส่วนแบ่งจากทุกออเดอร์ไปตลอด: พอยอดซื้อซ้ำสูงพอ ค่าดูแลระบบที่คงที่ก็ถูกกว่าค่าคอมมิชชันที่ขึ้นทุกปี
  • ข้อมูลอยู่ในที่ที่คุณเลือก: เก็บข้อมูลลูกค้าไว้ที่ไหนก็เลือกได้เอง ซึ่งสำคัญมากเวลาต้องทำตาม PDPA

เมื่อไหร่ที่ยังเร็วเกินไปจะทำระบบเอง

ถ้าสินค้ายังไม่รู้ว่าจะไปรอดไหม ยอดขายยังน้อย หรือเครื่องมืออย่าง Shopify กับ LnwShop ยังทำได้ครบทุกอย่างที่ต้องใช้ ก็ยังไม่ต้องทำ ที่ระดับไม่กี่ร้อยออเดอร์ต่อเดือน ค่าทำและค่าดูแลร้านที่ทำเองจะแพงกว่าเงินที่ประหยัดได้ อย่างที่กราฟข้างบนแสดงไว้ เริ่มจากมาร์เก็ตเพลส เพิ่ม LINE OA กับร้านสำเร็จรูป แล้วให้งานที่ต้องทำอ้อมๆ เป็นตัวบอกว่ามีอะไรคุ้มจะทำเองหรือเปล่า พอถึงวันที่ทำจริง ก็เริ่มจากชิ้นเล็กที่สุดที่แก้งานอ้อมที่หนักที่สุดก่อน คู่มือ SaaS กับจ้างทำระบบเอง และคู่มือ CRM ของเราลงรายละเอียดเรื่องนี้ไว้มากกว่า ส่วนคู่มือ LINE OA อธิบายว่าทำระบบอะไรบน LINE ได้บ้าง

เช็กก่อนเลือกหรือเปลี่ยนช่องทางขาย

  • หลังการปรับรอบปี 2569 คุณจ่ายให้มาร์เก็ตเพลสแต่ละเจ้ากี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขายจริงๆ รวมโปรแกรมเสริมกับโฆษณาแล้ว?
  • ออเดอร์ของคุณมาจากลูกค้าที่เคยซื้อแล้วกี่เปอร์เซ็นต์?
  • ลูกค้าประจำมีช่องทางติดต่อร้านคุณโดยตรงไหม เช่น LINE OA หรือเว็บร้านของตัวเอง?
  • คุณมีรายชื่อลูกค้าของตัวเองนอกแพลตฟอร์ม พร้อมความยินยอมให้ติดต่อ หรือยัง?
  • ทุกช่องทางอ่านสต๊อกจากชุดเดียวกันหรือเปล่า?
  • ถ้าร้านบนมาร์เก็ตเพลสโดนระงับพรุ่งนี้ รายได้จะหายไปเท่าไหร่?
  • วิธีขายส่วนไหนที่ตอนนี้ต้องทำอ้อมๆ อยู่ เช่น ราคาตัวแทน หรือสินค้าสั่งทำ?
  • สินค้าพิสูจน์ตัวเองแล้ว และยอดขายสูงพอที่ระบบที่ทำเองจะคืนทุนได้ภายในสามปีหรือยัง?

คำถามที่พบบ่อย

ขายของออนไลน์ช่องทางไหนดี?

สำหรับร้านส่วนใหญ่ คำตอบคือใช้หลายทางคู่กัน ใช้มาร์เก็ตเพลสอย่าง Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop หาลูกค้าใหม่ แล้วใช้ LINE OA กับร้านของตัวเองรับลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ มาร์เก็ตเพลสมีคนเข้าและความน่าเชื่อถือ แต่เก็บส่วนแบ่งจากทุกออเดอร์ ส่วนช่องทางของตัวเองไม่มีคนเข้ามาให้ แต่ออเดอร์ซื้อซ้ำเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามาก และลูกค้าก็เป็นของคุณ

แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ในไทยมีอะไรบ้าง?

หลักๆ มีมาร์เก็ตเพลสอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ขายผ่านโซเชียลบน Facebook กับ Instagram ขายผ่าน LINE OA กับ MyShop by LINE เครื่องมือทำร้านของตัวเองอย่าง Shopify, WooCommerce และ LnwShop ที่เป็นแพลตฟอร์มของคนไทย และระบบจัดการออเดอร์กับสต๊อกอย่าง ZORT และ Page365 ที่ผูกหลายช่องทางเข้าด้วยกัน ถ้าวิธีขายของธุรกิจไม่เข้ากับเครื่องมือสำเร็จรูปตัวไหนเลย ก็ยังมีร้านหรือระบบสั่งซื้อที่ทำขึ้นเฉพาะอีกทาง

ค่าธรรมเนียม Shopee คิดยังไง?

Shopee เก็บสามอย่าง อย่างแรกคือค่าคอมมิชชันตามหมวดสินค้า คิดจากราคาหลังหักส่วนลดที่ร้านออกเอง อย่างที่สองคือค่าธรรมเนียมชำระเงิน 3% บวก VAT คิดจากราคาสินค้ารวมค่าส่ง อย่างที่สามคือ 1 บาทบวก VAT ต่อออเดอร์ที่สำเร็จ ยกเว้นให้ร้านที่มีไม่เกิน 100 ออเดอร์ใน 30 วัน ตั้งแต่ 4 ส.ค. 2569 ร้าน Non-Mall หมวดส่วนใหญ่จ่ายค่าคอมมิชชัน 16.05% รวม VAT ออเดอร์ 500 บาทในหมวดนี้จึงเสียรวมราว 97 บาท ยังไม่นับโปรแกรมเสริมและโฆษณา

ทำเว็บขายของเองคุ้มไหม?

คุ้มเมื่อมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำสม่ำเสมอแล้ว ในตัวอย่างที่เราคิดไว้ ถ้าเทียบเฉพาะออเดอร์ซื้อซ้ำ ร้านบน Shopify ถูกกว่าค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลสตั้งแต่ยอดราว 40,000 บาทต่อเดือน ส่วนร้านที่ทำขึ้นเฉพาะถูกกว่าตั้งแต่ราว 230,000 บาท แต่ร้านของตัวเองไม่ได้พาคนซื้อใหม่มาให้ จึงควรใช้เสริมมาร์เก็ตเพลส ไม่ใช่ใช้แทน

ขายหลายช่องทาง จัดการสต๊อกยังไงไม่ให้ขายเกิน?

ให้มีสต๊อกชุดเดียวที่ทุกช่องทางอ่านจากที่เดียวกัน ระบบจัดการออเดอร์อย่าง ZORT หรือ Page365 ต่อกับ Shopee, Lazada, TikTok Shop และช่องทางอื่นได้ พอมีออเดอร์เข้าจากที่ไหน ระบบก็ตัดสต๊อกทุกช่องทางให้ทันที ถ้ามีระบบสต๊อกหรือ ERP ใช้อยู่แล้ว ให้เอาช่องทางขายไปต่อกับระบบนั้นแทน จะได้มีตัวเลขสต๊อกชุดเดียว

ช่องทางขายของออนไลน์ฟรีมีไหม?

ถ้าแค่เริ่มต้น มี เปิดร้านบนมาร์เก็ตเพลส เปิดเพจ Facebook และเปิด LINE OA แผนฟรี ไม่ต้องจ่ายอะไรก่อน LnwShop ก็มีแพ็กเกจร้านฟรี แต่พอเริ่มขายได้ ก็ไม่มีช่องทางไหนฟรีจริง มาร์เก็ตเพลสหักค่าคอมมิชชันกับค่าธรรมเนียมชำระเงินทุกออเดอร์ ขายผ่านโซเชียลต้องมีค่าโฆษณากับคนตอบแชต และรับเงินผ่านบัตรหรือพร้อมเพย์ก็มีค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน