Buyer's Guide

โปรแกรมคิดต้นทุนงานผลิต โรงงานผลิตตามสั่งจะรู้ต้นทุนจริงต่องานได้ยังไง และควรใช้ระบบแบบไหน

สำหรับเจ้าของและผู้จัดการโรงงานที่รับผลิตตามสั่ง เช่น ตู้สวิตช์บอร์ด ตู้คอนโทรล บัสเวย์และรางเดินสายไฟ เครื่องจักรออโตเมชัน หรืองานพับตัดเหล็กแผ่น ที่เสนอราคาเป็นงานๆ แต่กว่าจะรู้ว่างานไหนได้กำไรจริงก็ผ่านไปหลายเดือน ว่า job costing คืออะไร เงินรั่วตรงไหนระหว่างเสนอราคาถึงส่งมอบ ต้นทุนจริงต่องานคิดยังไง และ Excel โปรแกรมบัญชี ERP หรือระบบสำหรับงานสั่งทำ แบบไหนเหมาะกับโรงงานของคุณ

คำตอบสั้นๆ

โรงงานผลิตตามสั่งจะรู้ต้นทุนจริงต่องานได้ เมื่อบันทึกวัสดุทุกใบเบิก ชั่วโมงแรงงานทุกชั่วโมง งานส่งทำข้างนอก และงานแก้ เข้ากับเลขที่ใบสั่งงานตั้งแต่ตอนที่เกิดขึ้น แล้วเทียบยอดรวมกับต้นทุนที่ใช้ตอนเสนอราคา ถ้างานยังน้อยหรือเป็นแบบซ้ำๆ Excel โปรแกรมบัญชีที่แยกต้นทุนตามงานได้ หรือโมดูลการผลิตของ ERP ก็ทำได้ ระบบที่ทำมาสำหรับงานสั่งทำจะคุ้มเมื่อทุกงานไม่เหมือนกันและมีหลายงานเดินพร้อมกัน

Job costing คืออะไร ทำไมโรงงานผลิตตามสั่งต้องดูต้นทุนรายงาน ไม่ใช่รายเดือน

Job costing หรือการคิดต้นทุนงานสั่งทำ คือการเก็บต้นทุนแยกเป็นรายงาน แทนที่จะรวมเป็นก้อนเดียวของทั้งแผนกหรือทั้งเดือน ตำราบัญชีบริหาร Principles of Managerial Accounting ของ OpenStax นิยามว่าเป็นระบบที่ตามต้นทุนแต่ละรายการไปถึงงานหรือบริการที่ต้นทุนนั้นเกิดขึ้น และใช้เมื่อสินค้าผลิตตามสั่ง หรือเมื่อตามต้นทุนไปถึงแต่ละงานได้ง่าย ต้นทุนการผลิตแบ่งเป็นสามก้อน คือวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงทางตรง และค่าโสหุ้ยการผลิต

ในโรงงานที่ผลิตตามสั่ง แทบทุกงานไม่เหมือนกัน ตู้สองใบที่ราคาใกล้กันอาจใช้ทองแดงต่างกันมาก และใช้ชั่วโมงเดินสายต่างกันหลายเท่า งบกำไรขาดทุนรายเดือนบอกได้ว่าเดือนนี้โรงงานได้หรือเสีย แต่ไม่บอกว่างานไหน ลูกค้ารายไหน หรือตู้ประเภทไหนเป็นตัวทำเงินหรือตัวกินกำไร เพราะเงินของทุกงานรวมอยู่ในก้อนเดียว งานที่ขาดทุนจึงซ่อนอยู่หลังงานที่กำไรดีได้เป็นปี

ถ้ารู้ต้นทุนจริงรายงาน คุณเอาตัวเลขนั้นไปใช้ได้สามทาง คือเสนอราคางานประเภทเดียวกันครั้งหน้าจากชั่วโมงและวัสดุที่ใช้จริง เลือกรับงานและลูกค้าที่ให้กำไรจริง และเห็นงานที่ต้นทุนกำลังเกินที่เสนอไว้ตั้งแต่ยังทำอยู่ ไม่ใช่หลังส่งมอบไปแล้ว

ทำไมกำไรต่องานไม่ตรงกับที่เสนอราคา เงินรั่วตรงไหนบ้าง

กำไรจริงมักต่ำกว่าที่เสนอราคา เพราะต้นทุนเล็กๆ หลายก้อนเกิดขึ้นระหว่างทาง โดยไม่มีใครผูกกลับเข้างาน ใบเสนอราคาคิดจากวัสดุ ชั่วโมงคน และงานส่งทำข้างนอกที่ประเมินไว้ แต่ของจริงเบิกเกิน ทำนานกว่า ต้องแก้งาน และมีงานเพิ่มตามที่ลูกค้าขอ ถ้าตัวเลขเหล่านี้ไปลงเป็นค่าใช้จ่ายรวมของเดือน งานก็ดูเหมือนได้กำไรตามที่เสนอไว้ ทั้งที่ไม่ได้

ตารางข้างล่างคือจุดที่เงินมักรั่วในโรงงานผลิตตามสั่ง และสิ่งที่ต้องจดถึงจะเห็นแต่ละจุดเป็นตัวเลข เราเรียงจากขั้นงานของโรงงานประเภทนี้ ไม่ใช่สถิติ แต่ละโรงงานรั่วมากน้อยต่างกัน

จุดที่ต้นทุนรั่วระหว่างเสนอราคาถึงส่งมอบ
จุดรั่วตัวอย่างที่เกิดบ่อยถ้าไม่ผูกกับงาน จะเป็นยังไงต้องจดอะไรถึงจะเห็น
วัสดุเกินเบิกสายไฟและขั้วต่อเพิ่มกลางงาน เหล็กแผ่นเสียตอนพับ ราคาทองแดงขึ้นหลังส่งใบเสนอราคาของออกจากสโตร์ไปรวมเป็นยอดใช้ของทั้งเดือน ไม่รู้ว่าไปงานไหนใบเบิกทุกใบมีเลขที่ใบสั่งงาน และคิดราคาวัสดุตอนเบิก
ชั่วโมงแรงงานที่ไม่ได้จดเดินสายนานกว่าที่ประเมิน งานด่วนแทรกเข้ามาจนช่างสลับงานไปมาค่าแรงทั้งเดือนไปเฉลี่ยให้ทุกงาน งานที่กินชั่วโมงมากดูไม่ต่างจากงานอื่นเวลาเริ่มและจบของแต่ละงานที่แต่ละสถานี คูณอัตราค่าแรง
งานแก้QC ไม่ผ่าน ต่อสายผิดเฟส ต้องรื้อประกอบใหม่ชั่วโมงแก้งานหายไปในสัปดาห์ และความผิดแบบเดิมเกิดซ้ำชั่วโมงและวัสดุที่ใช้แก้ แยกเป็นงานแก้ของงานนั้น พร้อมสาเหตุ
งานส่งทำข้างนอกส่งชุบ ส่งพ่นสี จ้างรถขนส่งและยกติดตั้งบิลมาทีหลังหลายสัปดาห์ แล้วลงเป็นค่าใช้จ่ายของเดือนใบสั่งจ้างที่ผูกกับงาน และยอดจริงตามบิลของผู้รับจ้าง
งานเพิ่มตามที่ลูกค้าขอเพิ่มวงจร เปลี่ยนยี่ห้ออุปกรณ์ ย้ายตำแหน่งหน้าตู้ ระหว่างผลิตต้นทุนขึ้นแต่ราคาขายเท่าเดิม เพราะไม่มีใครออกใบเสนอราคาเพิ่มต้นทุนประเมินฉบับใหม่ที่ลูกค้าอนุมัติ แยกจากฉบับแรก
ของค้างสต๊อกซื้อของไว้ให้งานหนึ่ง แล้วงานเปลี่ยนสเปก ของเลยค้างสโตร์เงินจมอยู่ในสโตร์ และไม่มีงานไหนรับต้นทุนไปของที่ซื้อหรือจองให้งาน และของที่คืนสโตร์
งานติดตั้งหน้างานส่งช่างไปติดตั้งและทดสอบที่โรงงานของลูกค้าชั่วโมงหน้างานไม่มีใครนับเป็นต้นทุนของงานชั่วโมงหน้างานลงเข้าใบสั่งงานเหมือนงานในโรงงาน

ต้นทุนจริงและกำไรต่องานคิดยังไง

ต้นทุนจริงต่องานคือวัสดุที่เบิกเข้างานตามราคาจริง บวกชั่วโมงแรงงานที่ใช้จริงคูณอัตราค่าแรง บวกงานส่งทำข้างนอกตามบิลจริง แล้วเทียบกับต้นทุนที่ใช้ตอนเสนอราคาทีละหมวด กำไรจริงคือราคาขายลบต้นทุนจริง และอัตรากำไรคือกำไรหารราคาขาย

ตัวอย่างนี้เป็นงานสมมติ ไม่ใช่งานของลูกค้ารายไหน ตู้ MDB หนึ่งงาน ราคาขาย 1,000,000 บาท ไม่รวม VAT ตอนเสนอราคาประเมินวัสดุ 550,000 บาท ชั่วโมงคน 480 ชั่วโมงที่อัตราสมมติชั่วโมงละ 300 บาท และงานส่งทำข้างนอก 56,000 บาท รวมต้นทุน 750,000 บาท กำไรที่เสนอไว้ 25%

ระหว่างทำ ราคาทองแดงขึ้นหลังส่งใบเสนอราคา เหล็กแผ่นเสียตอนพับหนึ่งแผ่น เดินสายนานกว่าที่ประเมิน 80 ชั่วโมง QC ไม่ผ่านต้องแก้อีก 40 ชั่วโมง และต้องจ้างรถส่งของเพิ่มหนึ่งเที่ยว ไม่มีรายการไหนใหญ่ แต่รวมกันแล้วต้นทุนเกินไป 75,000 บาท หรือ 10% กำไรลดจาก 25% เหลือ 17.5% คือหายไป 30% ของกำไรที่เสนอไว้

ตัวอย่างนี้ยังไม่รวมค่าโสหุ้ยโรงงาน เช่น ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าเสื่อมเครื่องจักร และเงินเดือนหัวหน้างาน หลายโรงงานบวกส่วนนี้เป็นอัตราต่อชั่วโมงแรงงานหรือเป็นเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน จะใช้วิธีไหนก็ได้ ขอให้ใช้กติกาเดียวกันทั้งตอนเสนอราคาและตอนคิดต้นทุนจริง ไม่อย่างนั้นสองตัวเลขจะเทียบกันไม่ได้

งานสมมติ: ตู้ MDB ราคาขาย 1,000,000 บาท ไม่รวม VAT (หน่วยบาท ไม่รวมค่าโสหุ้ยโรงงาน)
หมวดตอนเสนอราคาต้นทุนจริงต่างที่มาของส่วนต่าง
วัสดุ550,000581,000+31,000ทองแดงขึ้นราคา เหล็กแผ่นเสียหนึ่งแผ่น ขั้วต่อและสายไฟเพิ่ม
ค่าแรง144,000 (480 ชม.)180,000 (600 ชม.)+36,000เดินสายเกิน 80 ชั่วโมง และแก้งานหลัง QC ไม่ผ่าน 40 ชั่วโมง ที่ชั่วโมงละ 300 บาท
งานส่งทำข้างนอก56,00064,000+8,000จ้างรถส่งของเพิ่มหนึ่งเที่ยว
รวมต้นทุน750,000825,000+75,000ต้นทุนเกินที่เสนอไว้ 10%
กำไร250,000 (25.0%)175,000 (17.5%)-75,000ราคาขายเท่าเดิม ต้นทุนที่เกินทั้งหมดจึงมาจากกำไร

ต้นทุนเกินไม่กี่เปอร์เซ็นต์ กำไรหายไปเท่าไหร่

หายมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด เพราะต้นทุนที่เกินทุกบาทมาจากกำไรตรงๆ ส่วนราคาขายไม่ได้ขยับตาม งานที่เสนอกำไรไว้ 25% ถ้าต้นทุนเกิน 10% กำไรจะหายไป 30% และงานที่เสนอกำไรไว้ 20% ถ้าต้นทุนเกิน 25% จะเท่าทุนพอดี

กราฟนี้คิดจากยอดขาย 10 ล้านบาท ที่อัตรากำไรตอนเสนอราคา 30% 25% และ 20% แกนนอนคือต้นทุนจริงเกินต้นทุนที่เสนอไว้กี่เปอร์เซ็นต์ แกนตั้งคือกำไรที่เหลือ หน่วยล้านบาท สมมติว่าราคาขายไม่เปลี่ยน ตัวเลขเป็นเลขคณิตล้วน ไม่ใช่ข้อมูลของโรงงานไหน ใส่อัตรากำไรของโรงงานคุณแทนได้

สิ่งที่อ่านได้คือ งานที่เสนอกำไรบางทนต้นทุนเกินได้น้อยกว่ามาก ถ้าโรงงานของคุณต้องแข่งราคาจนกำไรตอนเสนอราคาเหลือไม่มาก การเห็นต้นทุนจริงระหว่างที่งานยังเดินอยู่ก็ยิ่งสำคัญ

กำไรที่เหลือต่อยอดขาย 10 ล้านบาท เมื่อต้นทุนจริงเกินที่เสนอไว้ หน่วยล้านบาท (คำนวณ)
  • เสนอราคาที่กำไร 30%
  • เสนอราคาที่กำไร 25%
  • เสนอราคาที่กำไร 20%
กำไรที่เหลือต่อยอดขาย 10 ล้านบาท หน่วยล้านบาท เมื่อต้นทุนจริงเกินต้นทุนที่เสนอไว้ 0 ถึง 25% งานที่เสนอกำไร 30% เหลือกำไรลดจาก 3.0 เป็น 1.25 ล้านบาท งานที่เสนอกำไร 25% ลดจาก 2.5 เป็น 0.63 ล้านบาท และงานที่เสนอกำไร 20% ลดจาก 2.0 จนเหลือศูนย์01230%5%10%15%20%25%ต้นทุนจริงเกินที่เสนอไว้เสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 0%: 3.00 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 5%: 2.65 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 10%: 2.30 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 15%: 1.95 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 20%: 1.60 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 25%: 1.25 ล้านบาทกำไร 30%1.3เสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 0%: 2.50 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 5%: 2.13 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 10%: 1.75 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 15%: 1.38 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 20%: 1.00 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 25%: 0.63 ล้านบาทกำไร 25%0.6เสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 0%: 2.00 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 5%: 1.60 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 10%: 1.20 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 15%: 0.80 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 20%: 0.40 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 25%: 0.00 ล้านบาทกำไร 20%0.001230%5%10%15%20%25%ต้นทุนจริงเกินที่เสนอไว้เสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 0%: 3.00 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 5%: 2.65 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 10%: 2.30 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 15%: 1.95 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 20%: 1.60 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 30% · เกิน 25%: 1.25 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 0%: 2.50 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 5%: 2.13 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 10%: 1.75 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 15%: 1.38 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 20%: 1.00 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 25% · เกิน 25%: 0.63 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 0%: 2.00 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 5%: 1.60 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 10%: 1.20 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 15%: 0.80 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 20%: 0.40 ล้านบาทเสนอราคาที่กำไร 20% · เกิน 25%: 0.00 ล้านบาท
กำไรที่เหลือต่อยอดขาย 10 ล้านบาท หน่วยล้านบาท อัตรากำไรในวงเล็บ (คำนวณโดยสมมติว่าราคาขายไม่เปลี่ยน)
ต้นทุนเกินเสนอกำไร 30%เสนอกำไร 25%เสนอกำไร 20%
0%3.00 (30.0%)2.50 (25.0%)2.00 (20.0%)
5%2.65 (26.5%)2.13 (21.3%)1.60 (16.0%)
10%2.30 (23.0%)1.75 (17.5%)1.20 (12.0%)
15%1.95 (19.5%)1.38 (13.8%)0.80 (8.0%)
20%1.60 (16.0%)1.00 (10.0%)0.40 (4.0%)
25%1.25 (12.5%)0.63 (6.3%)0.00 (0.0%)

ต้องจดอะไรหน้างานบ้าง ถึงจะรู้ต้นทุนจริงต่องาน

ต้องจดห้าอย่าง และทุกอย่างต้องมีเลขที่ใบสั่งงานติดอยู่ ถ้าไม่มีเลขงาน ตัวเลขก็กลับไปเป็นค่าใช้จ่ายรวมของเดือน จะจดในกระดาษ Excel หรือโปรแกรม หลักก็เหมือนกัน

  • ต้นทุนประเมินตอนชนะงาน แยกวัสดุ ค่าแรง และงานส่งทำข้างนอก เก็บไว้เป็นฉบับที่ไม่มีใครแก้ ถ้าลูกค้าเพิ่มงาน ให้ทำฉบับใหม่ที่ลูกค้าอนุมัติ แทนการแก้ฉบับเดิม
  • ใบเบิกวัสดุทุกใบระบุเลขงาน และคิดราคาตามต้นทุนของในสโตร์ตอนเบิก ของที่คืนสโตร์ก็หักออกจากงานเดิม
  • เวลาเริ่มและจบของแต่ละงานที่แต่ละสถานี เช่น ตัดเลเซอร์ พับ เชื่อม พ่นสี ประกอบ เดินสาย และ QC แล้วคูณกับอัตราค่าแรงของสถานีนั้นในวันนั้น
  • งานส่งทำข้างนอกทุกรายการผูกกับงาน ตั้งแต่ออกใบสั่งจ้างจนบิลของผู้รับจ้างมาถึง
  • งานแก้แยกไว้ต่างหากพร้อมสาเหตุ จะได้รู้ว่างานประเภทไหนแก้บ่อย และแก้เพราะอะไร

ระบบ MRP คืออะไร ช่วยให้รู้ต้นทุนต่องานไหม

ระบบ MRP (Material Requirements Planning) คือระบบวางแผนความต้องการวัสดุ ไม่ใช่ระบบคิดต้นทุน คอร์สเรียนของ SAP เรื่อง MRP ใน SAP Business One อธิบายว่า MRP ดูความต้องการจากใบสั่งขาย ใบสั่งผลิต และระดับสต๊อกที่ตั้งไว้ เทียบกับสต๊อกที่มี ของที่สั่งไว้แล้ว และระยะเวลารอของ แล้วเสนอว่าต้องออกใบสั่งซื้อ ใบขอซื้อ หรือใบสั่งผลิตอะไร

สำหรับโรงงานผลิตตามสั่ง MRP ช่วยให้ของมาทันและไม่ซื้อซ้ำ เช่น สองงานไม่แย่งบัสบาร์ชุดเดียวกัน แต่ MRP ไม่ได้บอกว่างานไหนได้กำไร ต้นทุนต่องานมาจากการผูกใบเบิก ชั่วโมงคน และงานส่งทำข้างนอกเข้ากับงาน ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของระบบ เวลาผู้ขายบอกว่ามี MRP ให้ถามต่อว่าเห็นต้นทุนประเมินเทียบต้นทุนจริงต่องานได้ไหม

โปรแกรมคิดต้นทุนงานผลิตในไทยมีแบบไหน แต่ละแบบเหมาะกับโรงงานแบบไหน

มีสี่แบบหลัก และหลายโรงงานใช้มากกว่าหนึ่งแบบคู่กัน ข้อมูลผู้ขายในตารางมาจากหน้าเว็บและคู่มือของผู้ขายหรือตัวแทนขายที่เราเช็กในเดือนกันยายน 2569 เราไม่ได้ขายไลเซนส์ของรายไหน และไม่มีค่าแนะนำจากรายไหน ส่วน SyncEdge MMS เป็นผลิตภัณฑ์ของเราเอง อ่านแถวนั้นโดยรู้ข้อนี้ไว้ด้วย ก่อนตัดสินใจ ให้ขอเดโมที่ใช้งานจริงของโรงงานคุณสักงานหนึ่ง แล้วดูว่าได้ตัวเลขต้นทุนประเมินเทียบต้นทุนจริงออกมาไหม

โปรแกรมคิดต้นทุนงานผลิตแต่ละแบบ (จากหน้าเว็บและคู่มือของผู้ขาย เช็กเดือนกันยายน 2569)
แบบตัวอย่างและสิ่งที่ผู้ขายระบุเหมาะกับสิ่งที่ต้องเช็ก
Excel หรือ Google Sheetsใบคุมต้นทุนต่องานที่โรงงานทำเอง หนึ่งแผ่นงานต่อหนึ่งงานโรงงานที่มีงานเดินพร้อมกันไม่กี่งาน และมีคนกรอกทุกวันต้องคีย์ซ้ำจากใบเบิกและบัตรลงเวลา ตัวเลขดีแค่ไหนขึ้นกับวินัยของคนกรอก และเห็นต้นทุนจริงได้เร็วเท่าที่คนกรอกตามทัน
โปรแกรมบัญชีที่แยกต้นทุนตามงานได้Express บันทึกบัญชีแยกแผนกได้ และ ไอ.ที.แอดแวนเทจ ซึ่งเป็นตัวแทนของ Express แนะนำให้ธุรกิจผลิตตั้งแผนกตามงาน ส่วน Business Plus มี Bplus ERP for Job Cost สำหรับธุรกิจที่รับงานเป็นโครงการหรือเป็น Jobโรงงานที่อยากได้กำไรต่องานจากตัวเลขบัญชี และรับได้ที่เห็นตัวเลขหลังบัญชีลงรายการแล้วชั่วโมงแรงงานต่องานเข้ามาจากไหน และงานที่ยังทำอยู่เห็นต้นทุนเทียบกับที่เสนอราคาได้ไหม หรือเห็นหลังปิดงวดเท่านั้น
ERP ที่มีโมดูลการผลิตOdoo Manufacturing เทียบ MO Cost ที่คิดจาก BOM กับ Real Cost ของใบสั่งผลิตแต่ละใบ SAP Business One ระบุว่าใบสั่งผลิตตามรายการวัสดุและต้นทุนทั้งหมดในการผลิต และมีรายงานผลต่าง ส่วน Microsoft Dynamics 365 Business Central เทียบต้นทุนที่วางไว้กับที่ใช้จริงในงานโครงการโรงงานที่มีสินค้าซ้ำ BOM ค่อนข้างนิ่ง และจะใช้ ERP กับทั้งบริษัทอยู่แล้วงานสั่งทำหนึ่งงานมักมีหลายใบสั่งผลิต มีงานส่งทำข้างนอก และมีงานติดตั้ง ให้ถามว่ารวมทั้งหมดกลับมาเทียบกับใบเสนอราคาต่องานยังไง และต้องตั้งค่าหรือเขียนเพิ่มแค่ไหน
ระบบสำหรับงานสั่งทำSyncEdge MMS ของเรา ใช้ใบสั่งงานเป็นแกน ล็อกต้นทุนประเมินตอนชนะงาน แล้วผูกใบเบิก ชั่วโมงที่สถานี งานจ้างเหมา และงานแก้เข้ากับงานตั้งแต่ตอนที่เกิดขึ้นโรงงานที่ทุกงานไม่เหมือนกัน มีหลายงานเดินพร้อมกัน และผลิตผ่านหลายสถานีต้องใช้เวลาตั้งสถานี ขั้นงาน สิทธิ์ผู้ใช้ และเลขที่เอกสารให้ตรงกับโรงงาน ช่างต้องกดเริ่มและจบงานทุกครั้ง และราคาเสนอหลังเข้าไปดูโรงงาน

โรงงานแบบไหนเหมาะกับแบบไหน ดูจากสี่ตัวอย่าง

ตัวอย่างข้างล่างประกอบขึ้นจากสถานการณ์ที่พบบ่อยในโรงงานผลิตตามสั่ง ไม่ใช่โรงงานจริงหรือลูกค้าของเรา ลองหาแบบที่ใกล้กับโรงงานของคุณที่สุด

สี่ตัวอย่างสถานการณ์ (ประกอบขึ้นเพื่ออธิบาย ไม่ใช่โรงงานจริง)
สถานการณ์สิ่งที่มักเหมาะเหตุผล
โรงงานตู้คอนโทรลขนาดเล็กพนักงานราว 20 คน งานเดินพร้อมกันไม่เกินห้างาน เจ้าของเสนอราคาเองและเดินหน้างานทุกวันExcel หนึ่งแผ่นงานต่อหนึ่งงาน กับใบเบิกและบัตรลงเวลาที่ต้องเขียนเลขงานทุกใบงานน้อยพอที่คนเดียวตามทัน สิ่งที่ขาดคือวินัยในการจดเลขงาน ไม่ใช่โปรแกรม
โรงงานพับตัดเหล็กแผ่นรับจ้างรับงานพับตัดตามแบบของลูกค้าประจำ ชิ้นงานหลายแบบกลับมาสั่งซ้ำทุกเดือนERP ที่มีโมดูลการผลิต เช่น Odoo Manufacturing หรือโปรแกรมบัญชีที่แยกต้นทุนตามงานชิ้นงานซ้ำ ทำ BOM และขั้นงานครั้งเดียวใช้ได้นาน ระบบที่เทียบต้นทุนตาม BOM กับต้นทุนจริงของใบสั่งผลิตก็ตอบคำถามได้
โรงงานตู้สวิตช์บอร์ดขนาดกลางงานเดินพร้อมกันหลายสิบงาน ทุกตู้ออกแบบใหม่ตามแบบของผู้รับเหมา ผ่านตัด พับ เชื่อม พ่นสี ประกอบ เดินสาย และ FAT กำไรทั้งปีพอใช้ แต่ไม่รู้ว่างานไหนขาดทุนระบบสำหรับงานสั่งทำ ที่ล็อกต้นทุนประเมินตอนชนะงาน และจับชั่วโมงที่สถานีทุกงานต่างกัน ค่าเฉลี่ยจึงหลอกตา และงานเยอะเกินกว่าจะตามด้วย Excel
บริษัทออโตเมชันที่รับงานเป็นโครงการประกอบตู้ในโรงงานไม่มาก ต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่ชั่วโมงวิศวกร งานเขียนโปรแกรม งานส่งทำข้างนอก และงานติดตั้งที่โรงงานลูกค้าโปรแกรมบัญชีที่แยกต้นทุนตามโครงการ หรือ ERP ที่มีโมดูลโครงการ คู่กับการลงชั่วโมงวิศวกรต่องานต้นทุนหลักคือชั่วโมงคนและบิลของผู้รับจ้าง ไม่ใช่ขั้นผลิตหลายสถานี ระบบงานโครงการจึงตอบได้ครบกว่า

เมื่อไหร่ Excel หรือ ERP ก็พอ และเมื่อไหร่ไม่พอ

Excel พอ เมื่องานเดินพร้อมกันไม่กี่งาน มีคนคนเดียวรับผิดชอบไฟล์และกรอกทุกวัน และคุณรับได้ที่ตัวเลขช้ากว่าหน้างานหนึ่งถึงสองวัน หลายโรงงานควรเริ่มตรงนี้ก่อน เพราะถ้ายังไม่มีนิสัยเขียนเลขงานบนใบเบิกและบัตรลงเวลา โปรแกรมไหนก็ช่วยไม่ได้

ERP หรือโปรแกรมบัญชีที่แยกต้นทุนตามงานพอ เมื่อสินค้าซ้ำพอที่จะมี BOM และขั้นงานมาตรฐาน หรือเมื่อคุณจะวาง ERP ทั้งบริษัทอยู่แล้วและมีคนดูแลส่วนที่ต้องตั้งค่าเพิ่ม SyncEdge ให้คำแนะนำเรื่อง ERP แบบไม่ผูกกับยี่ห้อ และวางระบบ Odoo ให้เองด้วยทีมของเรา เราไม่ได้เป็นพาร์ตเนอร์อย่างเป็นทางการของ Odoo และไม่ได้ขายไลเซนส์

ของที่มีอยู่เริ่มไม่พอ เมื่อเจอสัญญาณเหล่านี้

  • ทุกงานออกแบบใหม่ BOM ของงานหนึ่งใช้กับงานถัดไปไม่ได้
  • งานเดินพร้อมกันมากเกินกว่าที่คนคนเดียวจะกรอกตามทันทุกวัน
  • รู้ว่างานขาดทุนก็ต่อเมื่อปิดงานหรือปิดงบไปแล้ว แก้อะไรไม่ทัน
  • ไม่มีใครจับชั่วโมงคนต่อสถานี การเสนอราคาครั้งถัดไปจึงใช้ความรู้สึก
  • ลูกค้าเพิ่มงานกลางทางบ่อย และไม่มีใครรู้ว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเก็บเงินเพิ่มแล้วหรือยัง
  • ฝ่ายขายเห็นต้นทุนและกำไรของทุกงาน ทั้งที่คุณไม่อยากให้เห็น

SyncEdge MMS ทำอะไรได้บ้าง

SyncEdge MMS คือระบบบริหารการผลิตที่ SyncEdge พัฒนาและเป็นเจ้าของเอง ทำมาสำหรับโรงงานผลิตตามสั่ง เช่น ตู้ไฟฟ้าและแผงควบคุม ที่ทุกงานไม่เหมือนกัน หลักของระบบคือใช้ใบสั่งงานเป็นแกน เมื่อชนะงาน ระบบเปิดใบสั่งงานจากใบเสนอราคาและล็อกต้นทุนประเมินไว้ แยกวัสดุ ค่าแรง และงานจ้างเหมา ถ้าลูกค้าเพิ่มงาน ระบบเก็บเป็นต้นทุนประเมินฉบับใหม่โดยไม่แก้ฉบับเดิม จากนั้นต้นทุนจริงทุกบาทลงเข้างานตอนที่เกิดขึ้น รายการที่ลงแล้วแก้ย้อนหลังไม่ได้ ถ้าผิดต้องลงรายการกลับบัญชีแทน

ใบเบิกทุกใบผูกกับงาน และคิดวัสดุที่ต้นทุนถัวเฉลี่ยตอนเบิก MRP อ่าน BOM ของทุกงานที่ยืนยันแล้ว หักสต๊อกและของที่กำลังมา แล้วเสนอรายการสั่งซื้อ ที่สถานีงาน ช่างสแกน QR ของใบนำงานบนแท็บเล็ต แล้วกดเริ่มและจบงานด้วย PIN ค่าแรงคิดจากชั่วโมงคูณอัตราของสถานีในวันนั้น งานจ้างเหมาลงเข้างานตามการส่งมอบแต่ละครั้ง และงานแก้หลัง QC ไม่ผ่านลงแยกเป็นงานแก้ ระบบยังมีเช็กลิสต์ QC พร้อมรูป รายงาน FAT เป็น PDF ใบส่งของพร้อมหลักฐานการรับ และการวางบิลตามงวดงานพร้อม VAT 7% และหัก ณ ที่จ่าย

รายงานหลักคือต้นทุนประเมินเทียบต้นทุนจริงของทุกงาน แยกวัสดุ ค่าแรง และงานจ้างเหมา เปิดดูได้ตั้งแต่งานยังทำอยู่ ไม่ต้องรอปิดงาน ต้นทุนที่ยังไม่ได้ผูกกับงานไหนขึ้นในรายงานแยก และฝ่ายขายเห็นราคาขายแต่ไม่เห็นต้นทุน MMS ไม่ใช่ ERP ทั่วไป และไม่ใช่ระบบที่เขียนใหม่ทั้งหมดให้โรงงานเดียว แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตั้งค่าตามโรงงาน ทั้งสถานีงาน ขั้นงาน สิทธิ์ผู้ใช้ และรูปแบบเลขที่เอกสาร ใช้งานผ่านเบราว์เซอร์เป็นภาษาไทย

ถ้าอยากเห็นระบบทำงานจริง เราเปิดเดโมให้ดูด้วยข้อมูลตัวอย่าง ตั้งแต่ใบเสนอราคาจนปิดงานแล้วเห็นกำไรจริง ราคาของ MMS เราเสนอเป็นรายโรงงาน หลังเข้าไปดูขั้นงานจริงของคุณ และถ้า Excel หรือ ERP ที่คุณมีอยู่ตอบเรื่องต้นทุนต่องานได้แล้ว เราก็จะบอกตรงๆ

คำถามที่ควรถามผู้ขายก่อนเลือกโปรแกรมคิดต้นทุนงานผลิต

  • ขอดูรายงานต้นทุนประเมินเทียบต้นทุนจริงของงานหนึ่งงาน แยกวัสดุ ค่าแรง และงานส่งทำข้างนอก จากข้อมูลจริง ไม่ใช่จากสไลด์
  • ระบบล็อกต้นทุนประเมินตอนชนะงานไหม ถ้าลูกค้าเพิ่มงาน ระบบเก็บเป็นฉบับใหม่ หรือแก้ทับฉบับเดิม
  • ของออกจากสโตร์โดยไม่มีเลขงานได้ไหม และคืนของแล้วต้นทุนกลับไปหักจากงานเดิมไหม
  • ชั่วโมงแรงงานต่องานเข้าระบบยังไง ช่างกรอกเองตอนเลิกงาน หรือกดที่สถานีตอนเริ่มและจบ
  • งานส่งทำข้างนอก งานแก้ และงานติดตั้งหน้างาน ลงเข้างานได้ไหม และแยกให้เห็นได้ไหม
  • เห็นต้นทุนจริงระหว่างที่งานยังทำอยู่ หรือเห็นหลังปิดงวดบัญชีเท่านั้น
  • ต้นทุนที่ยังไม่ผูกกับงานไหนไปอยู่ที่ไหน และมีรายงานให้เห็นไหม
  • ตั้งสิทธิ์ให้ฝ่ายขายเห็นราคาแต่ไม่เห็นต้นทุนได้ไหม
  • ตั้งสถานีงาน ขั้นงาน และเลขที่เอกสารตามโรงงานได้ หรือต้องจ้างเขียนเพิ่มทุกครั้ง
  • ส่งข้อมูลให้โปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ยังไง และถ้าเลิกใช้ ส่งออกข้อมูลทั้งหมดได้ในรูปแบบไหน

คำถามที่พบบ่อย

Job costing คืออะไร?

Job costing คือการคิดต้นทุนแยกเป็นรายงาน โดยตามวัสดุ ค่าแรง และค่าโสหุ้ยการผลิตไปถึงงานที่ต้นทุนนั้นเกิดขึ้น แทนที่จะรวมเป็นต้นทุนของทั้งแผนกหรือทั้งเดือน ตำราบัญชีบริหารของ OpenStax ระบุว่าใช้กับสินค้าที่ผลิตตามสั่ง หรืองานที่ตามต้นทุนไปถึงแต่ละงานได้ง่าย จึงเหมาะกับโรงงานที่ทุกงานไม่เหมือนกัน

ต้นทุนจริงต่องานคิดยังไง?

รวมวัสดุที่เบิกเข้างานตามราคาจริง ชั่วโมงแรงงานที่ใช้จริงคูณอัตราค่าแรง และงานส่งทำข้างนอกตามบิลจริง ถ้าโรงงานบวกค่าโสหุ้ย ก็ใช้กติกาเดียวกับตอนเสนอราคา แล้วเทียบกับต้นทุนที่ใช้เสนอราคาทีละหมวด กำไรจริงคือราคาขายลบต้นทุนจริง

ทำไมกำไรต่องานไม่ตรงกับที่เสนอราคา?

เพราะต้นทุนเล็กๆ หลายก้อนเกิดขึ้นระหว่างทำ เช่น วัสดุเกิน ชั่วโมงเดินสายเกิน งานแก้หลัง QC งานส่งทำข้างนอกที่บิลมาทีหลัง และงานที่ลูกค้าขอเพิ่มโดยไม่ได้เก็บเงินเพิ่ม ต้นทุนที่เกินทุกบาทมาจากกำไรตรงๆ งานที่เสนอกำไร 25% ถ้าต้นทุนเกิน 10% กำไรจะหายไป 30%

ระบบ MRP กับ job costing ต่างกันยังไง?

MRP วางแผนวัสดุ บอกว่าต้องซื้อหรือผลิตอะไรจากความต้องการ สต๊อก และระยะเวลารอของ ส่วน job costing บอกว่าแต่ละงานใช้เงินไปเท่าไหร่เทียบกับที่เสนอราคา ระบบที่มี MRP จึงไม่ได้แปลว่าเห็นกำไรต่องาน ต้องถามผู้ขายแยกกัน

ใช้ Excel คิดต้นทุนต่องานได้ไหม?

ได้ ถ้างานเดินพร้อมกันไม่กี่งานและมีคนกรอกทุกวัน หัวใจคือทุกใบเบิกและทุกบัตรลงเวลาต้องมีเลขงาน Excel เริ่มไม่ไหวเมื่องานเยอะ หลายคนต้องแก้ไฟล์พร้อมกัน หรือคุณต้องเห็นต้นทุนเกินตั้งแต่วันที่มันเกิด

ERP สำหรับโรงงานผลิตตามสั่งควรมีอะไร?

ควรเปิดใบสั่งงานจากใบเสนอราคาที่ชนะและเก็บต้นทุนประเมินไว้เทียบ ผูกใบเบิก ชั่วโมงแรงงาน งานส่งทำข้างนอก และงานแก้เข้ากับงาน รองรับ BOM ที่ต่างกันทุกงาน มี MRP และมีรายงานต้นทุนประเมินเทียบต้นทุนจริงที่ดูได้ระหว่างงานยังทำอยู่ ERP ทั่วไปทำได้หลายข้อด้วยการตั้งค่าหรือเขียนเพิ่ม ให้ขอดูจากข้อมูลจริงก่อนซื้อ