Buyer's Guide

โปรแกรมโรงสีข้าว ต้องทำอะไรได้บ้าง เลือกแบบไหนดี และเมื่อไหร่ควรทำระบบเอง

สำหรับเจ้าของและผู้จัดการโรงสีที่ยังตามข้าวด้วยใบชั่ง สมุดของโรงอบ และ Excel ว่าโปรแกรมโรงสีต้องตามอะไรตั้งแต่รถขึ้นตาชั่งจนข้าวสารลงถุง ความชื้นกินน้ำหนักไปเท่าไหร่ ผลผลิตข้าวสารคิดยังไงให้เชื่อได้ ในไทยมีโปรแกรมแบบไหนให้เลือก และเมื่อไหร่ระบบที่ทำตามวิธีทำงานของโรงสีคุณเองถึงจะคุ้ม ตัวเลขทุกตัวบอกที่มาไว้ในเนื้อหา

คำตอบสั้นๆ

โปรแกรมโรงสีข้าวคือระบบที่ตามข้าวเป็นกิโลกรัมตั้งแต่รถขึ้นตาชั่ง ผ่านโรงอบและกองข้าว จนออกเป็นข้าวสาร ปลายข้าว รำ และแกลบในจัมโบ้หรือถุง จึงบอกได้ว่าข้าวเปลือกแต่ละล็อตให้ข้าวสารเท่าไหร่และน้ำหนักหายไปตรงไหน สำหรับหลายโรงสี โปรแกรมชั่งรถคู่กับโปรแกรมโรงสีสำเร็จรูปหรือโปรแกรมบัญชีก็พอแล้ว การทำระบบเองจะคุ้มเมื่อคุณต้องรู้ผลผลิตรายล็อตหรือรายผู้ส่งผ่านโรงอบและกองรวม ซึ่งโปรแกรมที่ใช้อยู่ให้ไม่ได้

โปรแกรมโรงสีข้าวทำอะไร ต้องตามอะไรบ้างตั้งแต่รถเข้าจนข้าวออก

โปรแกรมโรงสีข้าวคือระบบที่บันทึกว่าข้าวเข้ามาเท่าไหร่ ผ่านขั้นไหน และออกไปเป็นอะไรกี่กิโลกรัม เริ่มจากรถข้าวเปลือกที่ขึ้นตาชั่ง ไปโรงอบ ลงกอง เข้าเครื่องสี แล้วออกเป็นข้าวสาร ปลายข้าว รำ และแกลบ ที่บรรจุลงจัมโบ้หรือถุงก่อนขาย ถ้าบันทึกครบทุกขั้น คุณจะตอบได้ว่าข้าวเปลือกล็อตนี้ให้ข้าวสารเท่าไหร่ ผู้ส่งรายไหนส่งข้าวดี และน้ำหนักที่หายไปหายตรงไหน

หลายโรงสีมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว แต่กระจายอยู่ในใบชั่ง สมุดวัดความชื้นของโรงอบ ใบสรุปของฝ่ายผลิต และไฟล์ Excel ของคลัง งานของโปรแกรมคือเก็บทุกอย่างไว้ในที่เดียว และผูกตัวเลขของแต่ละขั้นเข้ากับล็อตเดียวกัน ตารางข้างล่างคือขั้นที่โรงสีส่วนใหญ่มี และสิ่งที่แต่ละขั้นควรบันทึก

ข้าวเดินทางผ่านโรงสียังไง และแต่ละขั้นควรบันทึกอะไร
ขั้นเกิดอะไรขึ้นควรบันทึกอะไร
รับรถและชั่งเข้ารถข้าวเปลือกขึ้นตาชั่งรถทั้งคันก่อนลงข้าว แล้วชั่งรถเปล่าอีกครั้งหลังลงทะเบียนรถ ผู้ส่ง น้ำหนักชั่งเข้า น้ำหนักรถเปล่า น้ำหนักสุทธิ และเลขที่ใบชั่ง
เก็บตัวอย่างและตีราคาสุ่มตัวอย่างไปวัดความชื้น สิ่งเจือปน และดูพันธุ์ ก่อนตกลงราคาหรือหักน้ำหนักความชื้น สิ่งเจือปน พันธุ์ ราคาต่อตัน รายการหัก และใครเป็นคนอนุมัติ
โรงอบอบข้าวเปลือกสดจนความชื้นลดลงพอจะเก็บและสีได้ มักอบหลายรอบและพักข้าวระหว่างรอบน้ำหนักเข้าและออกจากโรงอบ ความชื้นก่อนและหลังอบ จำนวนรอบ และเวลาพัก
กองข้าวหรือไซโลข้าวจากหลายรถหลายผู้ส่งเทรวมกันในกองเดียวกองนี้มีข้าวของใครบ้าง คนละกี่กิโลกรัม และเบิกออกไปสีเมื่อไหร่ เท่าไหร่
สีและขัดกะเทาะเปลือก ขัดขาว ขัดมัน คัดขนาด และยิงสี ข้าวเปลือกกองเดียวออกมาเป็นผลผลิตหลายอย่างน้ำหนักข้าวเปลือกที่เข้าเครื่อง และน้ำหนักข้าวสาร ต้นข้าว ปลายข้าว รำ และแกลบที่ออกมา
บรรจุข้าวสารลงจัมโบ้หรือถุงขนาดต่างๆ บางครั้งแตกจัมโบ้ลงถุงเล็กทีหลังจำนวนถุงแต่ละขนาด น้ำหนักจริงที่สุ่มชั่ง และถุงไหนมาจากล็อตไหน
คลังและขายเก็บรอขาย รอขึ้นรถหรือขึ้นตู้ แล้วชั่งออกสต๊อกเป็นกิโลกรัมและเป็นถุง ลูกค้า วันที่ส่ง ทะเบียนรถหรือเลขตู้ และล็อตที่ส่งไป

ทำไมโปรแกรมสต๊อกหรือโปรแกรมบัญชีทั่วไปตามข้าวได้ไม่ครบ

เพราะโปรแกรมทั่วไปนับของเป็นชิ้นที่หน้าตาไม่เปลี่ยน รับเข้ามาสิบกล่อง ขายไปสามกล่อง เหลือเจ็ดกล่อง แต่ข้าวไม่ได้เป็นแบบนั้น ข้าวเป็นของเทกองที่น้ำหนักเปลี่ยน รูปเปลี่ยน และปนกันตลอดทาง จุดที่โปรแกรมทั่วไปมักตามไม่ทันมีหกเรื่อง

  • น้ำหนักหายระหว่างอบ ข้าวเปลือกสดที่ชั่งเข้า 100 ตัน อบเสร็จเหลือไม่ถึง 100 ตัน ส่วนที่หายคือน้ำ ไม่ใช่ของหาย แต่ถ้าโปรแกรมเก็บแค่น้ำหนักตอนชั่งเข้า สต๊อกจะไม่ตรงกับของจริงตั้งแต่วันแรก
  • กองที่ปนกัน ข้าวจากหลายผู้ส่งเทลงกองเดียวกันทันทีที่ลงจากรถ พอกองเข้าเครื่องสี โปรแกรมที่คิดเป็นล็อตแยกกันจะไม่รู้ว่าข้าวที่สีวันนี้เป็นของใคร
  • เข้าหนึ่งอย่าง ออกหลายอย่าง ข้าวเปลือกกองเดียวออกมาเป็นข้าวสาร ต้นข้าว ปลายข้าว รำ และแกลบ ซึ่งราคาไม่เท่ากัน โปรแกรมที่ออกแบบมาสำหรับซื้อมาขายไปมักไม่มีที่ให้บันทึกว่าของหนึ่งอย่างกลายเป็นหลายอย่าง
  • จัมโบ้กลายเป็นถุง ข้าวที่ซื้อหรือเก็บเป็นจัมโบ้ ออกไปขายเป็นถุง 5 กิโลกรัมหรือ 50 กิโลกรัม ถ้าโปรแกรมนับเป็นใบหรือเป็นถุง หน่วยจะเปลี่ยนกลางทาง และยอดจะไม่ตรงกันเมื่อรวมย้อนกลับ
  • ของที่ไม่ได้ชั่งจริง ตัวเลขบางตัวได้จากการนับถุงคูณน้ำหนักตามป้าย หรือคิดย้อนจากยอดอื่น เช่น รำหรือแกลบ ตัวเลขพวกนี้ดูครบในรายงาน แต่ซ่อนส่วนต่างไว้ข้างใน
  • ความชื้นกับราคาผูกกัน ราคาข้าวเปลือกมักประกาศที่ความชื้นอ้างอิง เช่น 15% ข้าวที่ชื้นกว่านั้นต้องหักน้ำหนักหรือหักราคา โปรแกรมบัญชีรับแค่ยอดเงิน แต่ไม่ได้เก็บว่ายอดนั้นคิดมาจากความชื้นเท่าไหร่

ข้าวเปลือกอบแล้วน้ำหนักหายไปเท่าไหร่

คิดได้จากสูตรเดียว น้ำหนักหลังอบเท่ากับน้ำหนักก่อนอบ คูณ (100 ลบความชื้นก่อนอบ) หาร (100 ลบความชื้นหลังอบ) ตัวอย่างใน Rice Knowledge Bank ของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) คือข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัมที่ความชื้น 25% อบถึง 14% จะเหลือ 872 กิโลกรัม ส่วนคลังความรู้เรื่องข้าวของกรมการข้าวระบุว่าข้าวที่เกี่ยวในระยะที่เหมาะมีความชื้นราว 20 ถึง 25% และควรลดความชื้นให้เหลือราว 14% ถ้าจะเก็บไว้ 2 ถึง 3 เดือน

กราฟนี้ใช้สูตรเดียวกันกับข้าวเปลือกสด 100 ตัน ที่ความชื้นตอนชั่งเข้าต่างกัน เส้นหนึ่งอบถึงความชื้น 14% อีกเส้นอบถึง 15% ตัวเลขเป็นน้ำหนักน้ำที่ระเหยออกไปอย่างเดียว ยังไม่รวมฝุ่น สิ่งเจือปนที่คัดออก และข้าวที่หกระหว่างขนย้าย ของจริงจึงหายมากกว่านี้

สิ่งที่อ่านได้จากกราฟคือ ความชื้นหนึ่งจุดมีน้ำหนักราว 1 ตันต่อข้าวเปลือกสด 100 ตัน ถ้าคิดที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 9,000 บาท ซึ่งอยู่ในช่วง 8,700 ถึง 9,600 บาทต่อตันที่ความชื้น 15% ตามที่ฐานเศรษฐกิจรายงานในสัปดาห์ 7 ถึง 11 กันยายน 2569 หนึ่งจุดก็ตกราว 9,000 ถึง 10,000 บาทต่อ 100 ตัน ใส่ราคาที่คุณซื้อจริงแทนได้เลย ความชื้นที่วัดพลาดไปหนึ่งจุดตอนรับซื้อ หรือการอบเลยเป้าไปหนึ่งจุด จึงเป็นเงินจริง การอบแห้งเกินไปยังเสียอีกทางด้วย FAO ระบุว่าข้าวแต่ละพันธุ์มีความชื้นวิกฤตราว 11 ถึง 16% ถ้าต่ำกว่านั้น เมล็ดจะร้าวเมื่อดูดความชื้นกลับ แล้วไปหักตอนสี

นี่คือเหตุผลที่ระบบของโรงสีควรเก็บน้ำหนักสองแบบคู่กันเสมอ คือน้ำหนักที่ชั่งได้จริง กับน้ำหนักที่ปรับเป็นความชื้นมาตรฐานแล้ว เช่นที่ 14% ข้าวสองกองที่หนักเท่ากันแต่ความชื้นต่างกันคือข้าวคนละปริมาณ พอเทียบกันที่ความชื้นเดียวกัน น้ำหนักที่หายระหว่างอบก็กลายเป็นเลขที่ตรวจได้ แทนที่จะเป็นส่วนต่างที่ไม่มีใครอธิบายได้

น้ำหนักที่หายไประหว่างอบ ต่อข้าวเปลือกสด 100 ตัน หน่วยตัน (คำนวณจากสูตร)
  • อบถึงความชื้น 14%
  • อบถึงความชื้น 15%
น้ำหนักที่หายไประหว่างอบ หน่วยตัน ต่อข้าวเปลือกสด 100 ตัน ที่ความชื้นตอนชั่งเข้า 16 ถึง 26% ถ้าอบถึงความชื้น 14% หายเพิ่มจาก 2.3 เป็น 14.0 ตัน ถ้าอบถึง 15% หายเพิ่มจาก 1.2 เป็น 12.9 ตัน สองเส้นห่างกันราว 1 ตันตลอดช่วง0123456789101112131416%18%20%22%24%26%ความชื้นตอนชั่งเข้าห่างกันราว 1 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 16%: 2.33 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 18%: 4.65 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 20%: 6.98 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 22%: 9.30 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 24%: 11.63 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 26%: 13.95 ตันอบถึง 14%13.9อบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 16%: 1.18 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 18%: 3.53 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 20%: 5.88 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 22%: 8.24 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 24%: 10.59 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 26%: 12.94 ตันอบถึง 15%12.90123456789101112131416%18%20%22%24%26%ความชื้นตอนชั่งเข้าอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 16%: 2.33 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 18%: 4.65 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 20%: 6.98 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 22%: 9.30 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 24%: 11.63 ตันอบถึงความชื้น 14% · ความชื้น 26%: 13.95 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 16%: 1.18 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 18%: 3.53 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 20%: 5.88 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 22%: 8.24 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 24%: 10.59 ตันอบถึงความชื้น 15% · ความชื้น 26%: 12.94 ตัน
ข้าวเปลือกสด 100 ตัน อบแล้วเหลือเท่าไหร่ (คำนวณจากสูตรข้างบน หน่วยตัน ไม่รวมสิ่งเจือปนและข้าวที่หก)
ความชื้นตอนชั่งเข้าเหลือหลังอบถึง 14%หายไปเหลือหลังอบถึง 15%หายไป
16%97.672.3398.821.18
18%95.354.6596.473.53
20%93.026.9894.125.88
22%90.709.3091.768.24
24%88.3711.6389.4110.59
26%86.0513.9587.0612.94

ผลผลิตข้าวสารคิดยังไง และทำไมรู้ตัวเลขจริงได้ยาก

ผลผลิตข้าวสาร หรือที่โรงสีเรียกกันว่าเปอร์เซ็นต์ข้าวสาร คิดจากน้ำหนักข้าวสารที่ได้ หารน้ำหนักข้าวเปลือกที่เข้าเครื่องสี คูณ 100 ตัวเลขที่ดูคู่กันเสมอคือเปอร์เซ็นต์ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าว ซึ่งขายได้ราคาดีที่สุด ส่วนข้าวหัก ปลายข้าว รำ และแกลบขายได้แต่ราคาต่ำกว่า มาตรฐานสินค้าข้าวไทยของกระทรวงพาณิชย์นิยามแต่ละชนิดไว้ตามความยาวเมล็ด เช่น ต้นข้าวคือเมล็ดหักที่ยาวกว่าข้าวหักแต่ยังไม่ถึงข้าวเต็มเมล็ด

ตัวเลขอ้างอิงจากแหล่งสาธารณะอยู่ในตารางท้ายหัวข้อนี้ ใช้เป็นกรอบคร่าวๆ เท่านั้น เพราะผลผลิตขึ้นกับพันธุ์ คุณภาพข้าวเปลือก การอบ และเครื่องสี ข้าวหอมมะลิกับข้าวเจ้าทั่วไปก็ให้ผลไม่เท่ากัน ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจได้จริงคือตัวเลขของโรงสีคุณเองที่วัดเป็นรายล็อต

สูตรดูง่าย แต่ตัวเลขจริงหายาก เพราะแต่ละส่วนของสูตรมีช่องให้คลาดเคลื่อนได้ดังนี้

  • ตัวหารคือข้าวเปลือกแบบไหน ข้าวเปลือกสดตอนชั่งเข้า ข้าวเปลือกหลังอบ หรือข้าวเปลือกที่เบิกเข้าเครื่องสี สามตัวนี้ต่างกันหลายเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ปรับเป็นความชื้นเดียวกัน ตัวเลขของสองล็อตก็เทียบกันไม่ได้
  • ข้าวเปลือกที่เข้าเครื่องไม่ได้ชั่ง หลายโรงสีรู้น้ำหนักตอนรับซื้อ แต่ไม่ได้ชั่งตอนเบิกออกจากกองเข้าเครื่องสี ตัวเลขขาเข้าจึงคิดย้อนมาจากยอดอื่น
  • กองปนกัน ข้าวจากสิบผู้ส่งอยู่ในกองเดียว ถ้าไม่ได้จดว่าใครมีส่วนในกองเท่าไหร่ ก็บอกไม่ได้ว่าผลผลิตที่ดีหรือแย่มาจากข้าวของใคร
  • ผลพลอยได้บางตัวไม่ได้ชั่ง ถ้ารำหรือแกลบใช้วิธีประมาณ ยอดรวมขาออกก็เป็นตัวเลขประมาณไปด้วย และส่วนที่หายจริงก็ซ่อนอยู่ในนั้น
  • สีต่อเนื่องหลายวัน ล็อตหนึ่งอาจสีข้ามกะข้ามวัน ถ้าไม่มีจุดปิดล็อตที่ชัดเจน ข้าวที่ค้างในเครื่องและถังพักจะไปโผล่ในล็อตถัดไป
ผลผลิตจากการสีตามแหล่งอ้างอิงสาธารณะ (คิดจากน้ำหนักข้าวเปลือก)
ตัวชี้วัดค่าที่มา
แกลบ18 ถึง 28% ของข้าวเปลือกFAO, Rice: Post-harvest Operations
ข้าวสารตามทฤษฎี71 ถึง 73% ขึ้นกับพันธุ์FAO, Rice: Post-harvest Operations
โรงสีสมัยใหม่ที่เดินเครื่องดี กับข้าวเปลือกพันธุ์ดีข้าวสาร 68 ถึง 70%FAO, Rice: Post-harvest Operations
ศักยภาพในห้องแล็บ ข้าวเปลือกคุณภาพดีที่ความชื้น 13%ข้าวสาร 68 ถึง 72% ต้นข้าว 50 ถึง 58% ขึ้นกับพันธุ์IRRI Rice Knowledge Bank
โรงสีสมัยใหม่แบบหลายขั้นข้าวสาร 65 ถึง 70% ต้นข้าว 45 ถึง 55%IRRI Rice Knowledge Bank
เครื่องสีขนาดเล็กแบบสองขั้นข้าวสารมากกว่า 60% ต้นข้าว 40 ถึง 50%IRRI Rice Knowledge Bank

ผลผลิตต่างกันหนึ่งจุด มีค่าเท่าไหร่

ข้าวเปลือก 100 ตันที่ผลผลิตข้าวสารต่างกันหนึ่งจุด คือข้าวสารต่างกัน 1 ตัน ถ้าทั้งฤดูสีข้าวเปลือก 10,000 ตัน หนึ่งจุดคือข้าวสาร 100 ตัน เอาราคาข้าวสารที่คุณขายจริงคูณเข้าไปก็ได้ตัวเลขเป็นบาท ซึ่งเราไม่เดาแทนให้ เพราะราคาข้าวสารต่างกันมากตามพันธุ์และเกรด

IRRI ระบุว่าผลผลิตจากการสีในโลกจริงมักต่ำกว่าศักยภาพมาก ปัญหาคือโรงสีที่ไม่ได้วัดผลผลิตของตัวเองเป็นรายล็อตจะไม่รู้ว่าตัวเองห่างจากศักยภาพแค่ไหน และไม่รู้ว่าส่วนที่หายไปเกิดที่ข้าวเปลือก ที่การอบ หรือที่การตั้งเครื่อง ตัวเลขรวมทั้งเดือนบอกได้แค่ว่ามีบางอย่างผิด แต่ไม่บอกว่าตรงไหน

โปรแกรมโรงสีในไทยมีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบเหมาะกับอะไร

ของที่โรงสีไทยใช้กันอยู่แบ่งได้ห้าแบบ และหลายโรงสีก็ใช้มากกว่าหนึ่งแบบคู่กัน เช่น โปรแกรมชั่งรถคู่กับโปรแกรมบัญชี ข้อมูลในตารางมาจากหน้าเว็บของผู้ขายแต่ละรายที่เราเช็กในเดือนกันยายน 2569 เราไม่ได้ทดลองใช้เอง และไม่มีสัญญาพาร์ตเนอร์หรือค่าแนะนำจากรายไหน ก่อนตัดสินใจให้ขอเดโมที่ใช้ข้อมูลของโรงสีคุณเอง

โปรแกรมโรงสีแต่ละแบบในไทย (จากหน้าเว็บผู้ขาย เช็กเดือนกันยายน 2569)
แบบตัวอย่างเหมาะกับข้อจำกัด
โปรแกรมชั่งรถโปรแกรมที่มากับตาชั่งหรือขายแยก เช่น TruckWeight 2.0 ของธีโอเอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งระบุว่ารับค่าจากเครื่องชั่งโดยตรง ออกใบชั่งเข้าออก คิดน้ำหนักสุทธิ หักน้ำหนักเป็นเปอร์เซ็นต์หรือกิโลกรัม และส่งรายงานออกเป็น Excel ได้โรงสีหรือลานรับซื้อที่ต้องการใบชั่งที่ถูกต้อง และประวัติการชั่งที่ค้นย้อนได้งานจบที่ตาชั่ง ไม่ได้ตามว่าข้าวไปไหนต่อหลังลงจากรถ ทั้งโรงอบ กองข้าว และผลผลิต
โปรแกรมโรงสีสำเร็จรูปของไทยAGG ของ Siam2Software ซึ่งระบุว่ามีระบบชั่งรถที่เก็บรูปได้ 3 รูปต่อการชั่ง ตารางความชื้นและสิ่งเจือปนตามชนิดสินค้า ระบบซื้อ ขาย และการเงิน คลังที่แปลงสภาพสินค้าได้ เช่น อบ หรือแตกจัมโบ้ 1,000 กิโลกรัมเป็นถุง 25 กิโลกรัม มีแอปบนมือถือ และส่งข้อมูลให้โปรแกรมบัญชี Expressโรงสีและลานรับซื้อที่อยากได้งานชั่ง ซื้อ ขาย สต๊อก และการเงินในโปรแกรมเดียว จากผู้ขายที่ทำโปรแกรมให้ธุรกิจนี้โดยเฉพาะโรงสีต้องทำงานตามแบบที่โปรแกรมวางไว้ ถ้าต้องการผลผลิตรายล็อตหรือรายผู้ส่ง ให้ขอดูรายงานนั้นจากข้อมูลจริงก่อนซื้อ
โปรแกรมบัญชีหรือ ERP ทั่วไปExpress, Odoo และโปรแกรมบัญชีอื่นๆงานบัญชี ภาษี ใบกำกับภาษี ลูกหนี้เจ้าหนี้ และสต๊อกแบบนับชิ้นไม่มีเรื่องความชื้น กองปน หรือผลพลอยได้มาในตัว ต้องตั้งค่าหรือเขียนเพิ่ม ไม่อย่างนั้นสต๊อกมักไม่ตรงกับน้ำหนักจริง
ระบบของผู้ผลิตเครื่องจักรSatake ระบุว่าไลน์สี REACH 7.0 ติดตาชั่งแบบไหลผ่าน (flow scale) ก่อนและหลังการสี เพื่อดูผลผลิตต้นข้าวแบบเรียลไทม์ได้ ส่วน Bühler มีเครื่องยิงสี เครื่องขัดขาว และเซนเซอร์ที่เชื่อมกันเป็นระบบเดียว และแจ้งเตือนคุณภาพแบบเรียลไทม์โรงสีที่กำลังลงทุนไลน์เครื่องจักรใหม่ของผู้ผลิตรายนั้นอยู่แล้วข้อมูลที่ประกาศไว้เน้นที่ไลน์สีและเครื่องจักรของผู้ผลิตเอง ถ้าเครื่องในโรงเป็นหลายยี่ห้อหรือรุ่นเก่า ต้องถามผู้ผลิตว่าต่อได้แค่ไหน
Excel หรือ Google Sheetsไฟล์ที่ทำเองในโรงสีโรงสีเล็กที่มีคนดูแลไฟล์สม่ำเสมอ และอยากเริ่มเก็บตัวเลขก่อนตัดสินใจซื้ออะไรต้องคีย์ซ้ำจากใบชั่งและสมุด สูตรพังง่าย หลายคนแก้ไฟล์เดียวกันพร้อมกันไม่ได้ และตามกองปนไม่ไหวเมื่อข้าวเข้าเยอะ

โรงสีแบบไหนเหมาะกับโปรแกรมแบบไหน ดูจากสี่ตัวอย่าง

ตัวอย่างข้างล่างประกอบขึ้นจากสถานการณ์ที่พบบ่อยในธุรกิจนี้ ไม่ใช่โรงสีจริงหรือลูกค้าของเรา ลองหาแบบที่ใกล้กับโรงสีของคุณที่สุด

สี่ตัวอย่างสถานการณ์ (ประกอบขึ้นเพื่ออธิบาย ไม่ใช่โรงสีจริง)
สถานการณ์สิ่งที่มักเหมาะเหตุผล
ลานรับซื้อที่มีโรงอบรับซื้อข้าวเปลือกสดจากเกษตรกรช่วงเกี่ยว อบแล้วขายข้าวเปลือกแห้งต่อให้โรงสี ไม่ได้สีเองโปรแกรมชั่งรถที่มีตารางหักความชื้น หรือโปรแกรมโรงสีสำเร็จรูป คู่กับโปรแกรมบัญชีเงินอยู่ที่การชั่งและการหักความชื้นให้ถูก ซึ่งของสำเร็จรูปทำได้ดี และไม่มีขั้นสีที่ต้องคิดผลผลิต
โรงสีเล็กขายข้าวสารในจังหวัดสีวันละไม่กี่สิบตัน ขายข้าวสารกระสอบให้ร้านค้าในพื้นที่ เจ้าของคุมหน้างานเองเกือบทุกวันโปรแกรมโรงสีสำเร็จรูป หรือโปรแกรมชั่งรถคู่กับ Excel ที่จดผลผลิตรายวันเจ้าของเห็นทุกขั้นด้วยตาตัวเองอยู่แล้ว ระบบที่ทำเฉพาะแทบไม่มีทางคืนทุน
โรงสีขนาดกลางที่อยากรู้ว่าใครส่งข้าวดีรับข้าวเปลือกจากผู้ส่งหลายราย เทลงกองรวม มีโรงอบของตัวเอง และสงสัยว่าผลผลิตที่ลดลงมาจากข้าวของใครโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับงานชั่งและซื้อขาย แล้วเพิ่มชั้นที่ตามน้ำหนักผ่านโรงอบและกองรวม ถ้าโปรแกรมเดิมทำไม่ได้คำถามนี้ต้องรู้ว่าแต่ละกองมีข้าวของใครกี่เปอร์เซ็นต์ และต้องปรับน้ำหนักเป็นความชื้นเดียวกันก่อนเทียบ
โรงสีที่มีข้าวถุงแบรนด์ของตัวเองขายข้าวถุงหลายขนาดเข้าร้านค้าส่งและห้าง ผู้ซื้อเริ่มถามว่าถุงนี้มาจากล็อตไหน และผู้ตรวจรับรองขอดูการสอบกลับระบบที่ผูกล็อตเข้ากับถุงและใบส่งของ อาจต่อยอดจากโปรแกรมที่มี หรือทำชั้นสอบกลับเพิ่มเมื่อถุงเดียวมีปัญหา คุณควรรู้ได้ว่าต้องเรียกคืนแค่การส่งครั้งไหน ไม่ต้องเรียกคืนทั้งล็อต

ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป หรือให้ SyncEdge ทำระบบให้ ต่างกันยังไง

โปรแกรมสำเร็จรูปเริ่มใช้ได้เร็ว ราคารู้ล่วงหน้า และผู้ขายรู้จักงานโรงสีมาแล้ว ระบบที่ทำเฉพาะใช้เวลานานกว่าและจ่ายก้อนแรกสูงกว่า แต่ทำตามขั้นงานและเอกสารของโรงสีคุณ และต่อกับตาชั่งและโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ได้ ถ้าโรงสีของคุณทำงานใกล้กับแบบที่โปรแกรมสำเร็จรูปคิดไว้ ของสำเร็จรูปมักคุ้มกว่า และเราจะบอกคุณตรงๆ

เทียบทางเลือกของโรงสี รวมระบบที่ SyncEdge ทำให้
เริ่มใช้ได้เมื่อไหร่จ่ายยังไงตามน้ำหนักผ่านโรงอบและกองรวมได้แค่ไหนข้อควรรู้
โปรแกรมชั่งรถคู่กับ Excelภายในไม่กี่วันค่าโปรแกรมชั่ง ซึ่งบางครั้งได้มากับตาชั่งได้เท่าที่คนคีย์ Excel ครบถูกและง่าย แต่ตัวเลขหลังตาชั่งขึ้นกับวินัยของคนกรอก
โปรแกรมโรงสีสำเร็จรูปหลายสัปดาห์ รวมติดตั้งและสอนใช้งานถามราคาจากผู้ขาย ให้รวมค่าติดตั้ง ค่าดูแลรายปี และค่าอัปเกรดขึ้นกับโปรแกรม ขอดูรายงานจากข้อมูลจริงก่อนซื้อผู้ขายรู้งานโรงสี แต่โรงสีต้องปรับวิธีทำงานเข้าหาโปรแกรม
โปรแกรมบัญชีหรือ ERP ที่ตั้งค่าเพิ่มหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนค่าไลเซนส์ ค่าวางระบบ และค่าเขียนส่วนเพิ่มต้องเขียนเพิ่ม ระบบมาตรฐานนับสต๊อกเป็นชิ้นเหมาะถ้าจะใช้ ERP ทั้งบริษัทอยู่แล้ว และมีคนดูแลส่วนที่เขียนเพิ่ม
ระบบของผู้ผลิตเครื่องจักรมาพร้อมไลน์เครื่องจักรใหม่หรือเป็นส่วนเสริมตามที่ผู้ผลิตเสนอวัดในไลน์สีของผู้ผลิตรายนั้นคุ้มเมื่อกำลังลงทุนเครื่องจักรชุดใหม่อยู่แล้ว
SyncEdge (ทำระบบให้)สรุปขอบเขตงานก่อนราว 2 ถึง 3 สัปดาห์ แล้วใช้เวลาทำอีกหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนค่าทำระบบราคาเดียว ตกลงกันหลังสรุปขอบเขตงาน แล้วมีค่าเซิร์ฟเวอร์ และค่าดูแลรายเดือนถ้าต้องการออกแบบให้ตามเป็นกิโลกรัมทุกขั้น เก็บน้ำหนักที่ปรับความชื้นแล้วคู่กับน้ำหนักที่ชั่งได้ และแบ่งสัดส่วนเมื่อกองปนกันจ่ายก้อนแรกสูงกว่า ต้องรอกว่าจะได้ใช้ และคนหน้างานต้องสละเวลามาเล่าขั้นงานให้ฟัง

เมื่อไหร่โปรแกรมสำเร็จรูปก็พอ และเมื่อไหร่ควรทำระบบเอง

โปรแกรมสำเร็จรูปพอแล้ว ถ้าเงินส่วนใหญ่ของคุณอยู่ที่การชั่งและการหักความชื้นตอนรับซื้อ ถ้าเจ้าของยังเห็นทุกขั้นได้เองในแต่ละวัน หรือถ้าโรงสีทำงานใกล้กับแบบที่โปรแกรมคิดไว้ โรงสีจำนวนมากอยู่ในกลุ่มนี้ โปรแกรมชั่งรถที่ดีคู่กับโปรแกรมโรงสีหรือโปรแกรมบัญชี บวกคนที่จดผลผลิตรายวันลง Excel อย่างสม่ำเสมอ ก็ให้ภาพที่พอตัดสินใจได้แล้ว ในกรณีนี้การทำระบบเองไม่คุ้ม

การทำระบบเองเริ่มคุ้มเมื่อคำถามที่คุณต้องตอบอยู่หลังตาชั่ง เช่น ผลผลิตรายล็อตหรือรายผู้ส่ง น้ำหนักที่หายระหว่างอบกับระหว่างสี หรือการสอบกลับจากถุงถึงข้าวเปลือก หรือเมื่อลองโปรแกรมสำเร็จรูปแล้วพบว่าขั้นงานของโรงสีคุณไม่เข้ากับโปรแกรม ลองคิดจากตัวเลขในหัวข้อก่อนหน้า ถ้าโรงสีสีข้าวเปลือกหลายพันตันต่อฤดู ผลผลิตที่ขยับได้แม้ครึ่งจุดก็เป็นข้าวสารหลายสิบตัน

หลายโรงสีเหมาะกับทางตรงกลาง คือใช้โปรแกรมชั่งรถและโปรแกรมบัญชีเดิมต่อไป แล้วเพิ่มชั้นที่ตามน้ำหนักผ่านโรงอบ กองข้าว และไลน์สีเข้ามา ข้อมูลเดิมไม่ต้องทิ้ง ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้เริ่มจากชั่งข้าวเปลือกที่เข้าเครื่องสีและข้าวสารที่ออกทุกล็อตสักหนึ่งเดือน แล้วดูว่าตัวเลขที่ได้เปลี่ยนการตัดสินใจของคุณไหม

SyncEdge ช่วยโรงสีได้แค่ไหน

SyncEdge กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับโรงสีร่วมกับโรงสีข้าวไทยแห่งหนึ่ง ระบบนี้ยังไม่เปิดขาย แนวคิดหลักคือใช้กิโลกรัมเป็นแกนของทุกอย่าง ทุกครั้งที่ข้าวเคลื่อนที่ ระบบจะลงเป็นรายการน้ำหนักใหม่ในสมุดบัญชีน้ำหนัก โดยไม่แก้รายการเดิม เก็บน้ำหนักที่ปรับเป็นความชื้นมาตรฐานคู่กับน้ำหนักที่ชั่งได้ และเมื่อข้าวหลายเจ้าเทลงกองเดียวกัน ระบบจะแบ่งสัดส่วนตามน้ำหนักว่ากองนั้นเป็นข้าวของใครกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าโรงสีของคุณอยากได้ระบบที่ทำตามวิธีทำงานจริงของโรงสี คุยกับเราเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะได้ และถ้าโปรแกรมสำเร็จรูปเหมาะกับคุณมากกว่า เราก็จะบอกตรงๆ

คำถามที่ควรถามผู้ขายโปรแกรมโรงสีก่อนตัดสินใจ

  • ต่อกับตาชั่งรถที่ใช้อยู่ได้ไหม อ่านค่าจากเครื่องชั่งตรงๆ หรือต้องคีย์เอง
  • ตารางหักความชื้นและสิ่งเจือปนตั้งเองได้ไหม และเก็บไว้ไหมว่าใบชั่งแต่ละใบใช้ตารางฉบับไหน
  • เก็บน้ำหนักที่ชั่งได้คู่กับน้ำหนักที่ปรับความชื้นแล้วไหม
  • ตามข้าวผ่านโรงอบและกองรวมได้ไหม และบอกได้ไหมว่าแต่ละกองมีข้าวของผู้ส่งรายไหนกี่เปอร์เซ็นต์
  • คิดผลผลิตข้าวสาร ต้นข้าว ปลายข้าว รำ และแกลบรายล็อตได้ไหม ขอดูรายงานที่ทำจากข้อมูลจริง
  • แตกจัมโบ้เป็นถุงแล้ว ยอดสต๊อกเป็นกิโลกรัมยังตรงกันไหม
  • สอบกลับจากถุงหนึ่งใบไปถึงล็อตและการส่งของได้ไหม
  • ส่งข้อมูลไปโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ยังไง และถ้าเลิกใช้ ส่งออกข้อมูลทั้งหมดได้ในรูปแบบไหน
  • ช่วงข้าวเข้าหนัก ถ้าระบบมีปัญหา ใครมาแก้ และมาได้เร็วแค่ไหน

คำถามที่พบบ่อย

โปรแกรมโรงสีข้าวคืออะไร?

โปรแกรมโรงสีข้าวคือระบบที่ตามข้าวเป็นกิโลกรัมตั้งแต่รถข้าวเปลือกขึ้นตาชั่ง ผ่านการวัดความชื้น โรงอบ กองข้าว และเครื่องสี จนออกเป็นข้าวสาร ปลายข้าว รำ และแกลบในจัมโบ้หรือถุง ส่วนใหญ่รวมงานชั่ง รับซื้อ สต๊อก และขายไว้ด้วย บางระบบคิดผลผลิตข้าวสารรายล็อตได้

ข้าวเปลือก 1 ตัน สีได้ข้าวสารกี่กิโลกรัม?

FAO ระบุว่าโรงสีสมัยใหม่ที่เดินเครื่องดีได้ข้าวสารราว 680 ถึง 700 กิโลกรัมจากข้าวเปลือกพันธุ์ดี 1 ตัน หรือ 68 ถึง 70% และตามทฤษฎีได้ 71 ถึง 73% ส่วน IRRI ระบุว่าโรงสีสมัยใหม่แบบหลายขั้นได้ 65 ถึง 70% ตัวเลขจริงขึ้นกับพันธุ์ ความชื้น การอบ และเครื่องสี จึงควรวัดของโรงสีคุณเองเป็นรายล็อต

ข้าวเปลือกความชื้น 25% อบเหลือ 14% น้ำหนักหายเท่าไหร่?

หายราว 12.8% ข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัมจะเหลือ 872 กิโลกรัม ตามสูตร น้ำหนักหลังอบเท่ากับน้ำหนักก่อนอบ คูณ (100 ลบความชื้นก่อนอบ) หาร (100 ลบความชื้นหลังอบ) ตัวอย่างนี้มาจาก Rice Knowledge Bank ของ IRRI และยังไม่รวมสิ่งเจือปนที่คัดออกหรือข้าวที่หกระหว่างขนย้าย

โปรแกรมชั่งรถอย่างเดียวพอไหม?

พอ ถ้างานหลักของคุณคือรับซื้อและขายข้าวเปลือก เพราะเงินอยู่ที่ใบชั่งและการหักความชื้น แต่ถ้าคุณสีข้าวเองและอยากรู้ผลผลิตข้าวสาร โปรแกรมชั่งรถจะหยุดที่ตาชั่ง ไม่ได้ตามข้าวผ่านโรงอบ กองข้าว และเครื่องสี ต้องมีโปรแกรมโรงสีหรือระบบอื่นมาต่อ

ใช้โปรแกรมบัญชีหรือ Excel คุมสต๊อกโรงสีได้ไหม?

ได้ในระดับยอดเงินและยอดขาย แต่สต๊อกข้าวมักไม่ตรงกับน้ำหนักจริง เพราะโปรแกรมบัญชีนับของเป็นชิ้น ไม่มีเรื่องน้ำหนักที่หายระหว่างอบ กองที่ปนกัน ข้าวเปลือกที่ออกมาเป็นผลผลิตหลายอย่าง และจัมโบ้ที่แตกเป็นถุง Excel ทำได้มากกว่าถ้ามีคนดูแลสม่ำเสมอ แต่จะไม่ไหวเมื่อข้าวเข้าเยอะ

ทำโปรแกรมโรงสีเองคุ้มไหม?

คุ้ม ถ้าคุณต้องรู้ผลผลิตรายล็อตหรือรายผู้ส่ง น้ำหนักที่หายระหว่างอบกับระหว่างสี หรือการสอบกลับถึงถุง แล้วโปรแกรมสำเร็จรูปทำไม่ได้หรือไม่เข้ากับขั้นงานของคุณ แต่ถ้างานหลักคือชั่งและรับซื้อ หรือเจ้าของยังคุมหน้างานเองได้ทุกวัน โปรแกรมสำเร็จรูปถูกกว่าและเริ่มได้เร็วกว่า