คำตอบสั้นๆ
โปรแกรมโรงสีข้าวคือระบบที่ตามข้าวเป็นกิโลกรัมตั้งแต่รถขึ้นตาชั่ง ผ่านโรงอบและกองข้าว จนออกเป็นข้าวสาร ปลายข้าว รำ และแกลบในจัมโบ้หรือถุง จึงบอกได้ว่าข้าวเปลือกแต่ละล็อตให้ข้าวสารเท่าไหร่และน้ำหนักหายไปตรงไหน สำหรับหลายโรงสี โปรแกรมชั่งรถคู่กับโปรแกรมโรงสีสำเร็จรูปหรือโปรแกรมบัญชีก็พอแล้ว การทำระบบเองจะคุ้มเมื่อคุณต้องรู้ผลผลิตรายล็อตหรือรายผู้ส่งผ่านโรงอบและกองรวม ซึ่งโปรแกรมที่ใช้อยู่ให้ไม่ได้
โปรแกรมโรงสีข้าวทำอะไร ต้องตามอะไรบ้างตั้งแต่รถเข้าจนข้าวออก
โปรแกรมโรงสีข้าวคือระบบที่บันทึกว่าข้าวเข้ามาเท่าไหร่ ผ่านขั้นไหน และออกไปเป็นอะไรกี่กิโลกรัม เริ่มจากรถข้าวเปลือกที่ขึ้นตาชั่ง ไปโรงอบ ลงกอง เข้าเครื่องสี แล้วออกเป็นข้าวสาร ปลายข้าว รำ และแกลบ ที่บรรจุลงจัมโบ้หรือถุงก่อนขาย ถ้าบันทึกครบทุกขั้น คุณจะตอบได้ว่าข้าวเปลือกล็อตนี้ให้ข้าวสารเท่าไหร่ ผู้ส่งรายไหนส่งข้าวดี และน้ำหนักที่หายไปหายตรงไหน
หลายโรงสีมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว แต่กระจายอยู่ในใบชั่ง สมุดวัดความชื้นของโรงอบ ใบสรุปของฝ่ายผลิต และไฟล์ Excel ของคลัง งานของโปรแกรมคือเก็บทุกอย่างไว้ในที่เดียว และผูกตัวเลขของแต่ละขั้นเข้ากับล็อตเดียวกัน ตารางข้างล่างคือขั้นที่โรงสีส่วนใหญ่มี และสิ่งที่แต่ละขั้นควรบันทึก
| ขั้น | เกิดอะไรขึ้น | ควรบันทึกอะไร |
|---|---|---|
| รับรถและชั่งเข้า | รถข้าวเปลือกขึ้นตาชั่งรถทั้งคันก่อนลงข้าว แล้วชั่งรถเปล่าอีกครั้งหลังลง | ทะเบียนรถ ผู้ส่ง น้ำหนักชั่งเข้า น้ำหนักรถเปล่า น้ำหนักสุทธิ และเลขที่ใบชั่ง |
| เก็บตัวอย่างและตีราคา | สุ่มตัวอย่างไปวัดความชื้น สิ่งเจือปน และดูพันธุ์ ก่อนตกลงราคาหรือหักน้ำหนัก | ความชื้น สิ่งเจือปน พันธุ์ ราคาต่อตัน รายการหัก และใครเป็นคนอนุมัติ |
| โรงอบ | อบข้าวเปลือกสดจนความชื้นลดลงพอจะเก็บและสีได้ มักอบหลายรอบและพักข้าวระหว่างรอบ | น้ำหนักเข้าและออกจากโรงอบ ความชื้นก่อนและหลังอบ จำนวนรอบ และเวลาพัก |
| กองข้าวหรือไซโล | ข้าวจากหลายรถหลายผู้ส่งเทรวมกันในกองเดียว | กองนี้มีข้าวของใครบ้าง คนละกี่กิโลกรัม และเบิกออกไปสีเมื่อไหร่ เท่าไหร่ |
| สีและขัด | กะเทาะเปลือก ขัดขาว ขัดมัน คัดขนาด และยิงสี ข้าวเปลือกกองเดียวออกมาเป็นผลผลิตหลายอย่าง | น้ำหนักข้าวเปลือกที่เข้าเครื่อง และน้ำหนักข้าวสาร ต้นข้าว ปลายข้าว รำ และแกลบที่ออกมา |
| บรรจุ | ข้าวสารลงจัมโบ้หรือถุงขนาดต่างๆ บางครั้งแตกจัมโบ้ลงถุงเล็กทีหลัง | จำนวนถุงแต่ละขนาด น้ำหนักจริงที่สุ่มชั่ง และถุงไหนมาจากล็อตไหน |
| คลังและขาย | เก็บรอขาย รอขึ้นรถหรือขึ้นตู้ แล้วชั่งออก | สต๊อกเป็นกิโลกรัมและเป็นถุง ลูกค้า วันที่ส่ง ทะเบียนรถหรือเลขตู้ และล็อตที่ส่งไป |
ทำไมโปรแกรมสต๊อกหรือโปรแกรมบัญชีทั่วไปตามข้าวได้ไม่ครบ
เพราะโปรแกรมทั่วไปนับของเป็นชิ้นที่หน้าตาไม่เปลี่ยน รับเข้ามาสิบกล่อง ขายไปสามกล่อง เหลือเจ็ดกล่อง แต่ข้าวไม่ได้เป็นแบบนั้น ข้าวเป็นของเทกองที่น้ำหนักเปลี่ยน รูปเปลี่ยน และปนกันตลอดทาง จุดที่โปรแกรมทั่วไปมักตามไม่ทันมีหกเรื่อง
- น้ำหนักหายระหว่างอบ ข้าวเปลือกสดที่ชั่งเข้า 100 ตัน อบเสร็จเหลือไม่ถึง 100 ตัน ส่วนที่หายคือน้ำ ไม่ใช่ของหาย แต่ถ้าโปรแกรมเก็บแค่น้ำหนักตอนชั่งเข้า สต๊อกจะไม่ตรงกับของจริงตั้งแต่วันแรก
- กองที่ปนกัน ข้าวจากหลายผู้ส่งเทลงกองเดียวกันทันทีที่ลงจากรถ พอกองเข้าเครื่องสี โปรแกรมที่คิดเป็นล็อตแยกกันจะไม่รู้ว่าข้าวที่สีวันนี้เป็นของใคร
- เข้าหนึ่งอย่าง ออกหลายอย่าง ข้าวเปลือกกองเดียวออกมาเป็นข้าวสาร ต้นข้าว ปลายข้าว รำ และแกลบ ซึ่งราคาไม่เท่ากัน โปรแกรมที่ออกแบบมาสำหรับซื้อมาขายไปมักไม่มีที่ให้บันทึกว่าของหนึ่งอย่างกลายเป็นหลายอย่าง
- จัมโบ้กลายเป็นถุง ข้าวที่ซื้อหรือเก็บเป็นจัมโบ้ ออกไปขายเป็นถุง 5 กิโลกรัมหรือ 50 กิโลกรัม ถ้าโปรแกรมนับเป็นใบหรือเป็นถุง หน่วยจะเปลี่ยนกลางทาง และยอดจะไม่ตรงกันเมื่อรวมย้อนกลับ
- ของที่ไม่ได้ชั่งจริง ตัวเลขบางตัวได้จากการนับถุงคูณน้ำหนักตามป้าย หรือคิดย้อนจากยอดอื่น เช่น รำหรือแกลบ ตัวเลขพวกนี้ดูครบในรายงาน แต่ซ่อนส่วนต่างไว้ข้างใน
- ความชื้นกับราคาผูกกัน ราคาข้าวเปลือกมักประกาศที่ความชื้นอ้างอิง เช่น 15% ข้าวที่ชื้นกว่านั้นต้องหักน้ำหนักหรือหักราคา โปรแกรมบัญชีรับแค่ยอดเงิน แต่ไม่ได้เก็บว่ายอดนั้นคิดมาจากความชื้นเท่าไหร่
ข้าวเปลือกอบแล้วน้ำหนักหายไปเท่าไหร่
คิดได้จากสูตรเดียว น้ำหนักหลังอบเท่ากับน้ำหนักก่อนอบ คูณ (100 ลบความชื้นก่อนอบ) หาร (100 ลบความชื้นหลังอบ) ตัวอย่างใน Rice Knowledge Bank ของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) คือข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัมที่ความชื้น 25% อบถึง 14% จะเหลือ 872 กิโลกรัม ส่วนคลังความรู้เรื่องข้าวของกรมการข้าวระบุว่าข้าวที่เกี่ยวในระยะที่เหมาะมีความชื้นราว 20 ถึง 25% และควรลดความชื้นให้เหลือราว 14% ถ้าจะเก็บไว้ 2 ถึง 3 เดือน
กราฟนี้ใช้สูตรเดียวกันกับข้าวเปลือกสด 100 ตัน ที่ความชื้นตอนชั่งเข้าต่างกัน เส้นหนึ่งอบถึงความชื้น 14% อีกเส้นอบถึง 15% ตัวเลขเป็นน้ำหนักน้ำที่ระเหยออกไปอย่างเดียว ยังไม่รวมฝุ่น สิ่งเจือปนที่คัดออก และข้าวที่หกระหว่างขนย้าย ของจริงจึงหายมากกว่านี้
สิ่งที่อ่านได้จากกราฟคือ ความชื้นหนึ่งจุดมีน้ำหนักราว 1 ตันต่อข้าวเปลือกสด 100 ตัน ถ้าคิดที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 9,000 บาท ซึ่งอยู่ในช่วง 8,700 ถึง 9,600 บาทต่อตันที่ความชื้น 15% ตามที่ฐานเศรษฐกิจรายงานในสัปดาห์ 7 ถึง 11 กันยายน 2569 หนึ่งจุดก็ตกราว 9,000 ถึง 10,000 บาทต่อ 100 ตัน ใส่ราคาที่คุณซื้อจริงแทนได้เลย ความชื้นที่วัดพลาดไปหนึ่งจุดตอนรับซื้อ หรือการอบเลยเป้าไปหนึ่งจุด จึงเป็นเงินจริง การอบแห้งเกินไปยังเสียอีกทางด้วย FAO ระบุว่าข้าวแต่ละพันธุ์มีความชื้นวิกฤตราว 11 ถึง 16% ถ้าต่ำกว่านั้น เมล็ดจะร้าวเมื่อดูดความชื้นกลับ แล้วไปหักตอนสี
นี่คือเหตุผลที่ระบบของโรงสีควรเก็บน้ำหนักสองแบบคู่กันเสมอ คือน้ำหนักที่ชั่งได้จริง กับน้ำหนักที่ปรับเป็นความชื้นมาตรฐานแล้ว เช่นที่ 14% ข้าวสองกองที่หนักเท่ากันแต่ความชื้นต่างกันคือข้าวคนละปริมาณ พอเทียบกันที่ความชื้นเดียวกัน น้ำหนักที่หายระหว่างอบก็กลายเป็นเลขที่ตรวจได้ แทนที่จะเป็นส่วนต่างที่ไม่มีใครอธิบายได้
- อบถึงความชื้น 14%
- อบถึงความชื้น 15%
| ความชื้นตอนชั่งเข้า | เหลือหลังอบถึง 14% | หายไป | เหลือหลังอบถึง 15% | หายไป |
|---|---|---|---|---|
| 16% | 97.67 | 2.33 | 98.82 | 1.18 |
| 18% | 95.35 | 4.65 | 96.47 | 3.53 |
| 20% | 93.02 | 6.98 | 94.12 | 5.88 |
| 22% | 90.70 | 9.30 | 91.76 | 8.24 |
| 24% | 88.37 | 11.63 | 89.41 | 10.59 |
| 26% | 86.05 | 13.95 | 87.06 | 12.94 |
ผลผลิตข้าวสารคิดยังไง และทำไมรู้ตัวเลขจริงได้ยาก
ผลผลิตข้าวสาร หรือที่โรงสีเรียกกันว่าเปอร์เซ็นต์ข้าวสาร คิดจากน้ำหนักข้าวสารที่ได้ หารน้ำหนักข้าวเปลือกที่เข้าเครื่องสี คูณ 100 ตัวเลขที่ดูคู่กันเสมอคือเปอร์เซ็นต์ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าว ซึ่งขายได้ราคาดีที่สุด ส่วนข้าวหัก ปลายข้าว รำ และแกลบขายได้แต่ราคาต่ำกว่า มาตรฐานสินค้าข้าวไทยของกระทรวงพาณิชย์นิยามแต่ละชนิดไว้ตามความยาวเมล็ด เช่น ต้นข้าวคือเมล็ดหักที่ยาวกว่าข้าวหักแต่ยังไม่ถึงข้าวเต็มเมล็ด
ตัวเลขอ้างอิงจากแหล่งสาธารณะอยู่ในตารางท้ายหัวข้อนี้ ใช้เป็นกรอบคร่าวๆ เท่านั้น เพราะผลผลิตขึ้นกับพันธุ์ คุณภาพข้าวเปลือก การอบ และเครื่องสี ข้าวหอมมะลิกับข้าวเจ้าทั่วไปก็ให้ผลไม่เท่ากัน ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจได้จริงคือตัวเลขของโรงสีคุณเองที่วัดเป็นรายล็อต
สูตรดูง่าย แต่ตัวเลขจริงหายาก เพราะแต่ละส่วนของสูตรมีช่องให้คลาดเคลื่อนได้ดังนี้
- ตัวหารคือข้าวเปลือกแบบไหน ข้าวเปลือกสดตอนชั่งเข้า ข้าวเปลือกหลังอบ หรือข้าวเปลือกที่เบิกเข้าเครื่องสี สามตัวนี้ต่างกันหลายเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ปรับเป็นความชื้นเดียวกัน ตัวเลขของสองล็อตก็เทียบกันไม่ได้
- ข้าวเปลือกที่เข้าเครื่องไม่ได้ชั่ง หลายโรงสีรู้น้ำหนักตอนรับซื้อ แต่ไม่ได้ชั่งตอนเบิกออกจากกองเข้าเครื่องสี ตัวเลขขาเข้าจึงคิดย้อนมาจากยอดอื่น
- กองปนกัน ข้าวจากสิบผู้ส่งอยู่ในกองเดียว ถ้าไม่ได้จดว่าใครมีส่วนในกองเท่าไหร่ ก็บอกไม่ได้ว่าผลผลิตที่ดีหรือแย่มาจากข้าวของใคร
- ผลพลอยได้บางตัวไม่ได้ชั่ง ถ้ารำหรือแกลบใช้วิธีประมาณ ยอดรวมขาออกก็เป็นตัวเลขประมาณไปด้วย และส่วนที่หายจริงก็ซ่อนอยู่ในนั้น
- สีต่อเนื่องหลายวัน ล็อตหนึ่งอาจสีข้ามกะข้ามวัน ถ้าไม่มีจุดปิดล็อตที่ชัดเจน ข้าวที่ค้างในเครื่องและถังพักจะไปโผล่ในล็อตถัดไป
| ตัวชี้วัด | ค่า | ที่มา |
|---|---|---|
| แกลบ | 18 ถึง 28% ของข้าวเปลือก | FAO, Rice: Post-harvest Operations |
| ข้าวสารตามทฤษฎี | 71 ถึง 73% ขึ้นกับพันธุ์ | FAO, Rice: Post-harvest Operations |
| โรงสีสมัยใหม่ที่เดินเครื่องดี กับข้าวเปลือกพันธุ์ดี | ข้าวสาร 68 ถึง 70% | FAO, Rice: Post-harvest Operations |
| ศักยภาพในห้องแล็บ ข้าวเปลือกคุณภาพดีที่ความชื้น 13% | ข้าวสาร 68 ถึง 72% ต้นข้าว 50 ถึง 58% ขึ้นกับพันธุ์ | IRRI Rice Knowledge Bank |
| โรงสีสมัยใหม่แบบหลายขั้น | ข้าวสาร 65 ถึง 70% ต้นข้าว 45 ถึง 55% | IRRI Rice Knowledge Bank |
| เครื่องสีขนาดเล็กแบบสองขั้น | ข้าวสารมากกว่า 60% ต้นข้าว 40 ถึง 50% | IRRI Rice Knowledge Bank |
ผลผลิตต่างกันหนึ่งจุด มีค่าเท่าไหร่
ข้าวเปลือก 100 ตันที่ผลผลิตข้าวสารต่างกันหนึ่งจุด คือข้าวสารต่างกัน 1 ตัน ถ้าทั้งฤดูสีข้าวเปลือก 10,000 ตัน หนึ่งจุดคือข้าวสาร 100 ตัน เอาราคาข้าวสารที่คุณขายจริงคูณเข้าไปก็ได้ตัวเลขเป็นบาท ซึ่งเราไม่เดาแทนให้ เพราะราคาข้าวสารต่างกันมากตามพันธุ์และเกรด
IRRI ระบุว่าผลผลิตจากการสีในโลกจริงมักต่ำกว่าศักยภาพมาก ปัญหาคือโรงสีที่ไม่ได้วัดผลผลิตของตัวเองเป็นรายล็อตจะไม่รู้ว่าตัวเองห่างจากศักยภาพแค่ไหน และไม่รู้ว่าส่วนที่หายไปเกิดที่ข้าวเปลือก ที่การอบ หรือที่การตั้งเครื่อง ตัวเลขรวมทั้งเดือนบอกได้แค่ว่ามีบางอย่างผิด แต่ไม่บอกว่าตรงไหน
โปรแกรมโรงสีในไทยมีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบเหมาะกับอะไร
ของที่โรงสีไทยใช้กันอยู่แบ่งได้ห้าแบบ และหลายโรงสีก็ใช้มากกว่าหนึ่งแบบคู่กัน เช่น โปรแกรมชั่งรถคู่กับโปรแกรมบัญชี ข้อมูลในตารางมาจากหน้าเว็บของผู้ขายแต่ละรายที่เราเช็กในเดือนกันยายน 2569 เราไม่ได้ทดลองใช้เอง และไม่มีสัญญาพาร์ตเนอร์หรือค่าแนะนำจากรายไหน ก่อนตัดสินใจให้ขอเดโมที่ใช้ข้อมูลของโรงสีคุณเอง
| แบบ | ตัวอย่าง | เหมาะกับ | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
| โปรแกรมชั่งรถ | โปรแกรมที่มากับตาชั่งหรือขายแยก เช่น TruckWeight 2.0 ของธีโอเอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งระบุว่ารับค่าจากเครื่องชั่งโดยตรง ออกใบชั่งเข้าออก คิดน้ำหนักสุทธิ หักน้ำหนักเป็นเปอร์เซ็นต์หรือกิโลกรัม และส่งรายงานออกเป็น Excel ได้ | โรงสีหรือลานรับซื้อที่ต้องการใบชั่งที่ถูกต้อง และประวัติการชั่งที่ค้นย้อนได้ | งานจบที่ตาชั่ง ไม่ได้ตามว่าข้าวไปไหนต่อหลังลงจากรถ ทั้งโรงอบ กองข้าว และผลผลิต |
| โปรแกรมโรงสีสำเร็จรูปของไทย | AGG ของ Siam2Software ซึ่งระบุว่ามีระบบชั่งรถที่เก็บรูปได้ 3 รูปต่อการชั่ง ตารางความชื้นและสิ่งเจือปนตามชนิดสินค้า ระบบซื้อ ขาย และการเงิน คลังที่แปลงสภาพสินค้าได้ เช่น อบ หรือแตกจัมโบ้ 1,000 กิโลกรัมเป็นถุง 25 กิโลกรัม มีแอปบนมือถือ และส่งข้อมูลให้โปรแกรมบัญชี Express | โรงสีและลานรับซื้อที่อยากได้งานชั่ง ซื้อ ขาย สต๊อก และการเงินในโปรแกรมเดียว จากผู้ขายที่ทำโปรแกรมให้ธุรกิจนี้โดยเฉพาะ | โรงสีต้องทำงานตามแบบที่โปรแกรมวางไว้ ถ้าต้องการผลผลิตรายล็อตหรือรายผู้ส่ง ให้ขอดูรายงานนั้นจากข้อมูลจริงก่อนซื้อ |
| โปรแกรมบัญชีหรือ ERP ทั่วไป | Express, Odoo และโปรแกรมบัญชีอื่นๆ | งานบัญชี ภาษี ใบกำกับภาษี ลูกหนี้เจ้าหนี้ และสต๊อกแบบนับชิ้น | ไม่มีเรื่องความชื้น กองปน หรือผลพลอยได้มาในตัว ต้องตั้งค่าหรือเขียนเพิ่ม ไม่อย่างนั้นสต๊อกมักไม่ตรงกับน้ำหนักจริง |
| ระบบของผู้ผลิตเครื่องจักร | Satake ระบุว่าไลน์สี REACH 7.0 ติดตาชั่งแบบไหลผ่าน (flow scale) ก่อนและหลังการสี เพื่อดูผลผลิตต้นข้าวแบบเรียลไทม์ได้ ส่วน Bühler มีเครื่องยิงสี เครื่องขัดขาว และเซนเซอร์ที่เชื่อมกันเป็นระบบเดียว และแจ้งเตือนคุณภาพแบบเรียลไทม์ | โรงสีที่กำลังลงทุนไลน์เครื่องจักรใหม่ของผู้ผลิตรายนั้นอยู่แล้ว | ข้อมูลที่ประกาศไว้เน้นที่ไลน์สีและเครื่องจักรของผู้ผลิตเอง ถ้าเครื่องในโรงเป็นหลายยี่ห้อหรือรุ่นเก่า ต้องถามผู้ผลิตว่าต่อได้แค่ไหน |
| Excel หรือ Google Sheets | ไฟล์ที่ทำเองในโรงสี | โรงสีเล็กที่มีคนดูแลไฟล์สม่ำเสมอ และอยากเริ่มเก็บตัวเลขก่อนตัดสินใจซื้ออะไร | ต้องคีย์ซ้ำจากใบชั่งและสมุด สูตรพังง่าย หลายคนแก้ไฟล์เดียวกันพร้อมกันไม่ได้ และตามกองปนไม่ไหวเมื่อข้าวเข้าเยอะ |
โรงสีแบบไหนเหมาะกับโปรแกรมแบบไหน ดูจากสี่ตัวอย่าง
ตัวอย่างข้างล่างประกอบขึ้นจากสถานการณ์ที่พบบ่อยในธุรกิจนี้ ไม่ใช่โรงสีจริงหรือลูกค้าของเรา ลองหาแบบที่ใกล้กับโรงสีของคุณที่สุด
| สถานการณ์ | สิ่งที่มักเหมาะ | เหตุผล | |
|---|---|---|---|
| ลานรับซื้อที่มีโรงอบ | รับซื้อข้าวเปลือกสดจากเกษตรกรช่วงเกี่ยว อบแล้วขายข้าวเปลือกแห้งต่อให้โรงสี ไม่ได้สีเอง | โปรแกรมชั่งรถที่มีตารางหักความชื้น หรือโปรแกรมโรงสีสำเร็จรูป คู่กับโปรแกรมบัญชี | เงินอยู่ที่การชั่งและการหักความชื้นให้ถูก ซึ่งของสำเร็จรูปทำได้ดี และไม่มีขั้นสีที่ต้องคิดผลผลิต |
| โรงสีเล็กขายข้าวสารในจังหวัด | สีวันละไม่กี่สิบตัน ขายข้าวสารกระสอบให้ร้านค้าในพื้นที่ เจ้าของคุมหน้างานเองเกือบทุกวัน | โปรแกรมโรงสีสำเร็จรูป หรือโปรแกรมชั่งรถคู่กับ Excel ที่จดผลผลิตรายวัน | เจ้าของเห็นทุกขั้นด้วยตาตัวเองอยู่แล้ว ระบบที่ทำเฉพาะแทบไม่มีทางคืนทุน |
| โรงสีขนาดกลางที่อยากรู้ว่าใครส่งข้าวดี | รับข้าวเปลือกจากผู้ส่งหลายราย เทลงกองรวม มีโรงอบของตัวเอง และสงสัยว่าผลผลิตที่ลดลงมาจากข้าวของใคร | โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับงานชั่งและซื้อขาย แล้วเพิ่มชั้นที่ตามน้ำหนักผ่านโรงอบและกองรวม ถ้าโปรแกรมเดิมทำไม่ได้ | คำถามนี้ต้องรู้ว่าแต่ละกองมีข้าวของใครกี่เปอร์เซ็นต์ และต้องปรับน้ำหนักเป็นความชื้นเดียวกันก่อนเทียบ |
| โรงสีที่มีข้าวถุงแบรนด์ของตัวเอง | ขายข้าวถุงหลายขนาดเข้าร้านค้าส่งและห้าง ผู้ซื้อเริ่มถามว่าถุงนี้มาจากล็อตไหน และผู้ตรวจรับรองขอดูการสอบกลับ | ระบบที่ผูกล็อตเข้ากับถุงและใบส่งของ อาจต่อยอดจากโปรแกรมที่มี หรือทำชั้นสอบกลับเพิ่ม | เมื่อถุงเดียวมีปัญหา คุณควรรู้ได้ว่าต้องเรียกคืนแค่การส่งครั้งไหน ไม่ต้องเรียกคืนทั้งล็อต |
ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป หรือให้ SyncEdge ทำระบบให้ ต่างกันยังไง
โปรแกรมสำเร็จรูปเริ่มใช้ได้เร็ว ราคารู้ล่วงหน้า และผู้ขายรู้จักงานโรงสีมาแล้ว ระบบที่ทำเฉพาะใช้เวลานานกว่าและจ่ายก้อนแรกสูงกว่า แต่ทำตามขั้นงานและเอกสารของโรงสีคุณ และต่อกับตาชั่งและโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ได้ ถ้าโรงสีของคุณทำงานใกล้กับแบบที่โปรแกรมสำเร็จรูปคิดไว้ ของสำเร็จรูปมักคุ้มกว่า และเราจะบอกคุณตรงๆ
| เริ่มใช้ได้เมื่อไหร่ | จ่ายยังไง | ตามน้ำหนักผ่านโรงอบและกองรวมได้แค่ไหน | ข้อควรรู้ | |
|---|---|---|---|---|
| โปรแกรมชั่งรถคู่กับ Excel | ภายในไม่กี่วัน | ค่าโปรแกรมชั่ง ซึ่งบางครั้งได้มากับตาชั่ง | ได้เท่าที่คนคีย์ Excel ครบ | ถูกและง่าย แต่ตัวเลขหลังตาชั่งขึ้นกับวินัยของคนกรอก |
| โปรแกรมโรงสีสำเร็จรูป | หลายสัปดาห์ รวมติดตั้งและสอนใช้งาน | ถามราคาจากผู้ขาย ให้รวมค่าติดตั้ง ค่าดูแลรายปี และค่าอัปเกรด | ขึ้นกับโปรแกรม ขอดูรายงานจากข้อมูลจริงก่อนซื้อ | ผู้ขายรู้งานโรงสี แต่โรงสีต้องปรับวิธีทำงานเข้าหาโปรแกรม |
| โปรแกรมบัญชีหรือ ERP ที่ตั้งค่าเพิ่ม | หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน | ค่าไลเซนส์ ค่าวางระบบ และค่าเขียนส่วนเพิ่ม | ต้องเขียนเพิ่ม ระบบมาตรฐานนับสต๊อกเป็นชิ้น | เหมาะถ้าจะใช้ ERP ทั้งบริษัทอยู่แล้ว และมีคนดูแลส่วนที่เขียนเพิ่ม |
| ระบบของผู้ผลิตเครื่องจักร | มาพร้อมไลน์เครื่องจักรใหม่หรือเป็นส่วนเสริม | ตามที่ผู้ผลิตเสนอ | วัดในไลน์สีของผู้ผลิตรายนั้น | คุ้มเมื่อกำลังลงทุนเครื่องจักรชุดใหม่อยู่แล้ว |
| SyncEdge (ทำระบบให้) | สรุปขอบเขตงานก่อนราว 2 ถึง 3 สัปดาห์ แล้วใช้เวลาทำอีกหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน | ค่าทำระบบราคาเดียว ตกลงกันหลังสรุปขอบเขตงาน แล้วมีค่าเซิร์ฟเวอร์ และค่าดูแลรายเดือนถ้าต้องการ | ออกแบบให้ตามเป็นกิโลกรัมทุกขั้น เก็บน้ำหนักที่ปรับความชื้นแล้วคู่กับน้ำหนักที่ชั่งได้ และแบ่งสัดส่วนเมื่อกองปนกัน | จ่ายก้อนแรกสูงกว่า ต้องรอกว่าจะได้ใช้ และคนหน้างานต้องสละเวลามาเล่าขั้นงานให้ฟัง |
เมื่อไหร่โปรแกรมสำเร็จรูปก็พอ และเมื่อไหร่ควรทำระบบเอง
โปรแกรมสำเร็จรูปพอแล้ว ถ้าเงินส่วนใหญ่ของคุณอยู่ที่การชั่งและการหักความชื้นตอนรับซื้อ ถ้าเจ้าของยังเห็นทุกขั้นได้เองในแต่ละวัน หรือถ้าโรงสีทำงานใกล้กับแบบที่โปรแกรมคิดไว้ โรงสีจำนวนมากอยู่ในกลุ่มนี้ โปรแกรมชั่งรถที่ดีคู่กับโปรแกรมโรงสีหรือโปรแกรมบัญชี บวกคนที่จดผลผลิตรายวันลง Excel อย่างสม่ำเสมอ ก็ให้ภาพที่พอตัดสินใจได้แล้ว ในกรณีนี้การทำระบบเองไม่คุ้ม
การทำระบบเองเริ่มคุ้มเมื่อคำถามที่คุณต้องตอบอยู่หลังตาชั่ง เช่น ผลผลิตรายล็อตหรือรายผู้ส่ง น้ำหนักที่หายระหว่างอบกับระหว่างสี หรือการสอบกลับจากถุงถึงข้าวเปลือก หรือเมื่อลองโปรแกรมสำเร็จรูปแล้วพบว่าขั้นงานของโรงสีคุณไม่เข้ากับโปรแกรม ลองคิดจากตัวเลขในหัวข้อก่อนหน้า ถ้าโรงสีสีข้าวเปลือกหลายพันตันต่อฤดู ผลผลิตที่ขยับได้แม้ครึ่งจุดก็เป็นข้าวสารหลายสิบตัน
หลายโรงสีเหมาะกับทางตรงกลาง คือใช้โปรแกรมชั่งรถและโปรแกรมบัญชีเดิมต่อไป แล้วเพิ่มชั้นที่ตามน้ำหนักผ่านโรงอบ กองข้าว และไลน์สีเข้ามา ข้อมูลเดิมไม่ต้องทิ้ง ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้เริ่มจากชั่งข้าวเปลือกที่เข้าเครื่องสีและข้าวสารที่ออกทุกล็อตสักหนึ่งเดือน แล้วดูว่าตัวเลขที่ได้เปลี่ยนการตัดสินใจของคุณไหม
SyncEdge ช่วยโรงสีได้แค่ไหน
SyncEdge กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับโรงสีร่วมกับโรงสีข้าวไทยแห่งหนึ่ง ระบบนี้ยังไม่เปิดขาย แนวคิดหลักคือใช้กิโลกรัมเป็นแกนของทุกอย่าง ทุกครั้งที่ข้าวเคลื่อนที่ ระบบจะลงเป็นรายการน้ำหนักใหม่ในสมุดบัญชีน้ำหนัก โดยไม่แก้รายการเดิม เก็บน้ำหนักที่ปรับเป็นความชื้นมาตรฐานคู่กับน้ำหนักที่ชั่งได้ และเมื่อข้าวหลายเจ้าเทลงกองเดียวกัน ระบบจะแบ่งสัดส่วนตามน้ำหนักว่ากองนั้นเป็นข้าวของใครกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าโรงสีของคุณอยากได้ระบบที่ทำตามวิธีทำงานจริงของโรงสี คุยกับเราเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะได้ และถ้าโปรแกรมสำเร็จรูปเหมาะกับคุณมากกว่า เราก็จะบอกตรงๆ
คำถามที่ควรถามผู้ขายโปรแกรมโรงสีก่อนตัดสินใจ
- ต่อกับตาชั่งรถที่ใช้อยู่ได้ไหม อ่านค่าจากเครื่องชั่งตรงๆ หรือต้องคีย์เอง
- ตารางหักความชื้นและสิ่งเจือปนตั้งเองได้ไหม และเก็บไว้ไหมว่าใบชั่งแต่ละใบใช้ตารางฉบับไหน
- เก็บน้ำหนักที่ชั่งได้คู่กับน้ำหนักที่ปรับความชื้นแล้วไหม
- ตามข้าวผ่านโรงอบและกองรวมได้ไหม และบอกได้ไหมว่าแต่ละกองมีข้าวของผู้ส่งรายไหนกี่เปอร์เซ็นต์
- คิดผลผลิตข้าวสาร ต้นข้าว ปลายข้าว รำ และแกลบรายล็อตได้ไหม ขอดูรายงานที่ทำจากข้อมูลจริง
- แตกจัมโบ้เป็นถุงแล้ว ยอดสต๊อกเป็นกิโลกรัมยังตรงกันไหม
- สอบกลับจากถุงหนึ่งใบไปถึงล็อตและการส่งของได้ไหม
- ส่งข้อมูลไปโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ยังไง และถ้าเลิกใช้ ส่งออกข้อมูลทั้งหมดได้ในรูปแบบไหน
- ช่วงข้าวเข้าหนัก ถ้าระบบมีปัญหา ใครมาแก้ และมาได้เร็วแค่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
โปรแกรมโรงสีข้าวคืออะไร?
โปรแกรมโรงสีข้าวคือระบบที่ตามข้าวเป็นกิโลกรัมตั้งแต่รถข้าวเปลือกขึ้นตาชั่ง ผ่านการวัดความชื้น โรงอบ กองข้าว และเครื่องสี จนออกเป็นข้าวสาร ปลายข้าว รำ และแกลบในจัมโบ้หรือถุง ส่วนใหญ่รวมงานชั่ง รับซื้อ สต๊อก และขายไว้ด้วย บางระบบคิดผลผลิตข้าวสารรายล็อตได้
ข้าวเปลือก 1 ตัน สีได้ข้าวสารกี่กิโลกรัม?
FAO ระบุว่าโรงสีสมัยใหม่ที่เดินเครื่องดีได้ข้าวสารราว 680 ถึง 700 กิโลกรัมจากข้าวเปลือกพันธุ์ดี 1 ตัน หรือ 68 ถึง 70% และตามทฤษฎีได้ 71 ถึง 73% ส่วน IRRI ระบุว่าโรงสีสมัยใหม่แบบหลายขั้นได้ 65 ถึง 70% ตัวเลขจริงขึ้นกับพันธุ์ ความชื้น การอบ และเครื่องสี จึงควรวัดของโรงสีคุณเองเป็นรายล็อต
ข้าวเปลือกความชื้น 25% อบเหลือ 14% น้ำหนักหายเท่าไหร่?
หายราว 12.8% ข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัมจะเหลือ 872 กิโลกรัม ตามสูตร น้ำหนักหลังอบเท่ากับน้ำหนักก่อนอบ คูณ (100 ลบความชื้นก่อนอบ) หาร (100 ลบความชื้นหลังอบ) ตัวอย่างนี้มาจาก Rice Knowledge Bank ของ IRRI และยังไม่รวมสิ่งเจือปนที่คัดออกหรือข้าวที่หกระหว่างขนย้าย
โปรแกรมชั่งรถอย่างเดียวพอไหม?
พอ ถ้างานหลักของคุณคือรับซื้อและขายข้าวเปลือก เพราะเงินอยู่ที่ใบชั่งและการหักความชื้น แต่ถ้าคุณสีข้าวเองและอยากรู้ผลผลิตข้าวสาร โปรแกรมชั่งรถจะหยุดที่ตาชั่ง ไม่ได้ตามข้าวผ่านโรงอบ กองข้าว และเครื่องสี ต้องมีโปรแกรมโรงสีหรือระบบอื่นมาต่อ
ใช้โปรแกรมบัญชีหรือ Excel คุมสต๊อกโรงสีได้ไหม?
ได้ในระดับยอดเงินและยอดขาย แต่สต๊อกข้าวมักไม่ตรงกับน้ำหนักจริง เพราะโปรแกรมบัญชีนับของเป็นชิ้น ไม่มีเรื่องน้ำหนักที่หายระหว่างอบ กองที่ปนกัน ข้าวเปลือกที่ออกมาเป็นผลผลิตหลายอย่าง และจัมโบ้ที่แตกเป็นถุง Excel ทำได้มากกว่าถ้ามีคนดูแลสม่ำเสมอ แต่จะไม่ไหวเมื่อข้าวเข้าเยอะ
ทำโปรแกรมโรงสีเองคุ้มไหม?
คุ้ม ถ้าคุณต้องรู้ผลผลิตรายล็อตหรือรายผู้ส่ง น้ำหนักที่หายระหว่างอบกับระหว่างสี หรือการสอบกลับถึงถุง แล้วโปรแกรมสำเร็จรูปทำไม่ได้หรือไม่เข้ากับขั้นงานของคุณ แต่ถ้างานหลักคือชั่งและรับซื้อ หรือเจ้าของยังคุมหน้างานเองได้ทุกวัน โปรแกรมสำเร็จรูปถูกกว่าและเริ่มได้เร็วกว่า