คำตอบสั้นๆ
OPD card ของคลินิกต้องมีอย่างน้อย 8 รายการตามกฎกระทรวงปี 2545 ได้แก่ ชื่อสถานพยาบาล HN วันที่มา ข้อมูลส่วนตัวรวมเลขบัตรประชาชน อาการและผลตรวจ การวินิจฉัย การรักษา และลายมือชื่อผู้รักษา ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปีนับแต่วันที่จัดทำ เก็บเป็นกระดาษหรือในคอมพิวเตอร์ก็ได้ แต่แบบคอมพิวเตอร์ต้องมีระบบสำรองข้อมูล
ประเด็นสำคัญ
- ไม่เก็บเวชระเบียนครบ 5 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- นับ 5 ปีจากวันที่จัดทำบันทึก ไม่ใช่จากวันที่คนไข้มาครั้งสุดท้าย
- ตาม PDPA คนไข้ขอสำเนาข้อมูล ต้องให้ภายใน 30 วัน ข้อมูลรั่วต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมง
- ย้ายบัตรเก่าเป็น 3 ชั้น: รายชื่อ ข้อมูลที่หมอต้องเห็นทุกครั้ง และประวัติย้อนหลังที่สแกนเก็บก็พอ
- ประวัติแพ้ยาที่ตกหล่นระหว่างย้ายคือความเสี่ยงที่แพงที่สุด คัดลงระบบให้ครบก่อน
OPD card ต้องมีอะไรบ้างตามกฎหมาย
อย่างน้อย 8 รายการ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดให้มีและรายงานหลักฐานเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลและผู้ป่วย พ.ศ. 2545 ข้อ 3 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล ใช้กับคลินิกทุกประเภทที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายนี้ ทั้ง 8 รายการมีดังนี้
รายการเหล่านี้คือขั้นต่ำ บัตรที่หมอใช้รักษาต่อได้จริงมักมีมากกว่านั้น เช่น ประวัติแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่คนไข้ใช้อยู่
- ชื่อสถานพยาบาล
- เลขประจำตัวคนไข้ ที่คลินิกส่วนใหญ่เรียกว่า HN
- วัน เดือน ปี ที่มารับบริการ
- ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ และข้อมูลส่วนตัวอื่น เช่น เชื้อชาติ สัญชาติ สถานภาพ ที่อยู่ และเลขบัตรประจำตัวประชาชน
- ประวัติอาการป่วย ผลตรวจร่างกาย และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การวินิจฉัยโรค
- การรักษา
- ลายมือชื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ให้การรักษา

นอกจาก OPD card คลินิกต้องมีเอกสารอะไรอีก
อีกสามชุดตามกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน ชุดแรกคือทะเบียนผู้ป่วยนอก ที่บันทึกการมาของคนไข้แต่ละครั้ง อย่างน้อยต้องมีชื่อ นามสกุล อายุ เลขประจำตัว และวันที่มารับบริการ ชุดที่สองคือทะเบียนประจำแผนกหรือบริการ ที่ต้องบอกเพิ่มว่าใครเป็นผู้ให้บริการ และให้บริการวันเวลาไหน ชุดที่สามคือหลักฐานของผู้ประกอบวิชาชีพในคลินิก ได้แก่ สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทะเบียนรายชื่อ และหลักฐานการมาปฏิบัติงาน
คลินิกยังต้องส่งรายงานประจำปีให้ผู้อนุญาตภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป ถ้าการมาตรวจทุกครั้งลงทะเบียนไว้ในระบบเดียว ตัวเลขในรายงานนี้ดึงจากระบบได้เลย ไม่ต้องนั่งนับบัตรทีละใบ
เวชระเบียนต้องเก็บกี่ปี
อย่างน้อย 5 ปีนับแต่วันที่จัดทำ และต้องอยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้ตลอดช่วงนั้น ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 35 (3) และกฎกระทรวงปี 2545 ข้อ 6 หน้าที่นี้เป็นของทั้งผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการ ถ้าไม่ทำตาม มาตรา 65 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
5 ปีนับจากวันที่จัดทำเอกสาร ไม่ใช่จากวันที่คนไข้มาครั้งสุดท้าย บันทึกเมื่อ 6 ปีก่อนจึงพ้นกำหนดขั้นต่ำแล้ว แต่ถ้าคนไข้ยังมารักษาอยู่ หมอก็ยังต้องเปิดดูประวัติเก่านั้น
กฎกระทรวงปี 2545 ข้อ 6 เขียนไว้ชัดว่า จะเก็บเป็นเอกสาร สมุดทะเบียน หรือบันทึกด้วยคอมพิวเตอร์ก็ได้ ส่วนกฎกระทรวงเรื่องเครื่องมือที่สถานพยาบาลต้องมี พ.ศ. 2558 ข้อ 3 (1) กำหนดว่า ถ้าเก็บเวชระเบียนในคอมพิวเตอร์ ต้องมีระบบสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย ถ้าเก็บเป็นกระดาษ ต้องมีตู้หรือชั้นที่มั่นคง ปลอดภัย และค้นหาได้ง่าย
- เก็บอย่างน้อย นับแต่วันที่จัดทำ
- 5 ปี
- โทษจำคุกสูงสุดถ้าไม่ทำตาม
- 1 ปี
- โทษปรับสูงสุด หรือทั้งจำทั้งปรับ
- 20,000 บาท
ที่มา
- พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 35 (3) และมาตรา 65 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอนที่ 15 ก)
- กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดให้มีและรายงานหลักฐานฯ พ.ศ. 2545 ข้อ 6
- กฎกระทรวงกำหนดชนิดและจำนวนเครื่องมือ เครื่องใช้ ยาและเวชภัณฑ์หรือยานพาหนะที่จำเป็นประจำสถานพยาบาล พ.ศ. 2558 ข้อ 3 (1) (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 26 ก)
บัตรกระดาษ Excel หรือโปรแกรมเวชระเบียน ต่างกันตรงไหน
ต่างกันที่เวลาที่เสียไปกับการค้นและการเขียน และการพิสูจน์ได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลคนไข้คนไหน ส่วนเรื่องกฎหมาย ทั้งสามแบบใช้ได้ถ้าบันทึกครบและเก็บครบ 5 ปี
บัตรกระดาษยังเหมาะกับคลินิกเปิดใหม่ที่คนไข้ยังน้อย Excel ช่วยเรื่องค้นและอ่าน แต่ใครก็คัดลอกไฟล์ส่งต่อได้ทั้งไฟล์ ส่วนโปรแกรมช่วยครบทุกแถว แลกกับค่าบริการรายเดือน
| บัตรกระดาษ | Excel หรือ Google Sheet | โปรแกรมเวชระเบียน | |
|---|---|---|---|
| ค่าใช้จ่าย | ค่าบัตร แฟ้ม และตู้เก็บ | แทบไม่มี | ค่าบริการรายเดือนหรือรายปี |
| ค้นประวัติเก่า | หาแฟ้มจากตู้ ช้าลงเมื่อคนไข้เยอะ | ค้นได้ ถ้าไม่แยกไฟล์ตามปี | ค้นจากชื่อหรือ HN เจอทันที |
| อ่านออก | ขึ้นกับลายมือคนเขียน | พิมพ์ อ่านง่าย | พิมพ์ อ่านง่าย และใช้รหัสโรคชุดเดียวกันทั้งคลินิก |
| รู้ว่าใครเปิดหรือแก้ | ไม่รู้ | ประวัติเวอร์ชันบอกได้บางส่วน | มีบันทึกการใช้งาน (audit log) |
| สำรองข้อมูล | ทำสำเนายาก ไฟไหม้หรือน้ำท่วมคือหาย | ต้องจำสำรองเอง | ผู้ให้บริการสำรองให้ |
| PDPA | ล็อกตู้ได้ แต่ไม่รู้ว่าใครหยิบแฟ้มไปดู | ไฟล์ส่งต่อทางแชทได้ทั้งไฟล์ | แยกสิทธิ์รายคน และเก็บประวัติการเข้าถึง |
ข้อมูลคนไข้กับ PDPA คลินิกต้องทำอะไรบ้าง
ต้องมีฐานในการเก็บ มีมาตรการรักษาความปลอดภัย และทำตามกำหนดเวลาสองข้อ ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หลักคือห้ามเก็บโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น ซึ่งมาตรา 26 (5) (ก) มีข้อยกเว้นสำหรับการวินิจฉัยโรคและการรักษาทางการแพทย์ที่จำเป็นตามกฎหมาย ส่วนการใช้ข้อมูลเรื่องอื่นที่ไม่อยู่ในข้อยกเว้น เช่น นำภาพก่อนและหลังทำไปลงโฆษณา ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งก่อน
มาตรา 37 (1) ให้คลินิกในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ป้องกันการเข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง หรือเปิดเผยข้อมูลโดยไม่มีสิทธิ์ วิธีที่พิสูจน์ได้ง่ายที่สุดว่ามีมาตรการจริง คือให้แต่ละคนเห็นข้อมูลเท่าที่งานต้องใช้ และมีบันทึกว่าใครเปิดหรือแก้อะไร เมื่อไหร่
มีอีกสองกำหนดเวลาที่ควรรู้ ถ้าคนไข้ขอสำเนาข้อมูลของตัวเอง ต้องดำเนินการให้ภายใน 30 วันตามมาตรา 30 และถ้าข้อมูลรั่ว ต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุตามมาตรา 37 (4) เว้นแต่การรั่วนั้นไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิของคนไข้
ถ้าใช้โปรแกรมบนคลาวด์ ผู้ให้บริการคือผู้ประมวลผลข้อมูล และมาตรา 40 กำหนดให้คลินิกต้องมีข้อตกลงกับผู้ประมวลผลข้อมูล ควรถามเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนสมัคร
ย้ายบัตรคนไข้เก่าเข้าโปรแกรม เริ่มยังไง
อย่าพิมพ์บัตรเก่าใหม่ทุกใบ ให้ย้ายเป็นสามชั้น ชั้นแรกคือรายชื่อคนไข้ ชั้นที่สองคือข้อมูลที่หมอต้องเห็นทุกครั้งที่ตรวจ ชั้นที่สามคือประวัติการรักษาย้อนหลัง ซึ่งเก็บเป็นภาพสแกนก็พอ
ชั้นแรก รายชื่อคนไข้ ถ้าอยู่ใน Excel อยู่แล้ว ให้จัดคอลัมน์ให้ตรงกับเทมเพลตของโปรแกรม เช่น ชื่อ นามสกุล วันเกิด เบอร์โทร และ HN เดิม แล้วนำเข้าทีเดียว ถ้ายังอยู่บนบัตรกระดาษ ให้คนหนึ่งคนพิมพ์ลง Excel ก่อนในช่วงที่คนไข้ไม่แน่น จะเร็วกว่าพิมพ์ตรงเข้าโปรแกรมตอนคนไข้ยืนรอ
ชั้นที่สอง ข้อมูลที่หมอต้องเห็นทุกครั้ง คือประวัติแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ ให้คัดจากบัตรเก่าลงระบบให้ครบสำหรับคนไข้ที่ยังมาอยู่ ประวัติแพ้ยาที่ตกหล่นระหว่างย้ายคือความเสี่ยงที่แพงที่สุดของงานนี้
ชั้นที่สาม ประวัติการรักษาย้อนหลัง ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ สแกนเป็น PDF ตั้งชื่อไฟล์ตาม HN เก็บไว้ที่เดียว แล้วแนบเข้ากับการมาตรวจครั้งถัดไปของคนไข้คนนั้น คนไข้ที่ไม่กลับมาก็ไม่ต้องเสียแรงพิมพ์
สแกนแล้วอย่าเพิ่งทำลายบัตรกระดาษ เก็บไว้ให้ครบ 5 ปีนับแต่วันที่จัดทำก่อน และตั้งแต่วันที่เริ่มใช้โปรแกรม ให้ทุกคนบันทึกการรักษาใหม่ลงระบบอย่างเดียว ถ้ายังเขียนบัตรกระดาษควบคู่ไปด้วย คลินิกจะมีประวัติสองชุดที่ไม่ตรงกัน
- รายชื่อคนไข้จัดคอลัมน์ Excel ให้ตรงเทมเพลต แล้วนำเข้าทีเดียว
- ข้อมูลที่หมอต้องเห็นคัดประวัติแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ ของคนไข้ที่ยังมา
- ประวัติย้อนหลังสแกนเป็น PDF ตั้งชื่อตาม HN แนบในการมาครั้งถัดไป
- เก็บต้นฉบับเก็บบัตรกระดาษจนครบ 5 ปีนับแต่วันที่จัดทำ
- เลิกเขียนกระดาษตั้งแต่วันเริ่มใช้ บันทึกการรักษาใหม่ลงระบบอย่างเดียว
SyncEdge Clinic เก็บเวชระเบียนยังไง
การมาตรวจแต่ละครั้งเป็นบันทึกแยกของตัวเอง มีบันทึกการตรวจ สัญญาณชีพ และการวินิจฉัยด้วยรหัส ICD-10 ที่ค้นได้ทั้งจากรหัสและชื่อโรค โรคที่พบบ่อยในคลินิกมีชื่อภาษาไทยให้ ส่วนประวัติแพ้ยาบันทึกไว้ที่ตัวคนไข้ ไม่ต้องกรอกใหม่ทุกครั้งที่มา
แต่ละประเภทคลินิกมีช่องบันทึกเฉพาะ คลินิกแพทย์แผนจีนบันทึกลิ้น ชีพจร และจุดฝังเข็มบนแผนภาพ คลินิกความงามแนบภาพก่อนและหลังทำกับแต่ละหัตถการ ส่วนชาร์ตฟันสำหรับคลินิกทันตกรรมกำลังออกแบบร่วมกับคลินิกทันตกรรมกลุ่มแรก และการมาตรวจทุกครั้งแนบไฟล์ JPG PNG หรือ PDF ได้ไฟล์ละไม่เกิน 10 MB จึงใช้แนบภาพสแกนบัตรเก่าได้ด้วย
ทุกครั้งที่มีการสร้าง แก้ไข หรือลบข้อมูล ระบบบันทึกว่าใครทำ เมื่อไหร่ และจาก IP ไหน รวมถึงทุกครั้งที่มีคนเปิดดูเลขบัตรประชาชน บันทึกนี้แก้หรือลบจากในระบบไม่ได้ และดูย้อนหลังได้จากแฟ้มของคนไข้แต่ละคน คลินิกบันทึกความยินยอมของคนไข้แยกตามวัตถุประสงค์พร้อมลายเซ็นได้ และเมื่อคนไข้ขอสำเนาข้อมูลของตัวเอง ระบบรวบรวมเป็นไฟล์ให้
ข้อมูลเดิมย้ายเข้ามาได้เองผ่าน Migration Center ที่นำเข้าไฟล์ Excel หรือ CSV มีเทมเพลตภาษาไทยให้ดาวน์โหลด รับรายชื่อคนไข้พร้อม HN เดิมและประวัติแพ้ยา ยอดคอร์สคงเหลือ สต๊อกตั้งต้น และรายชื่อผู้จำหน่าย ระบบตรวจทุกแถวก่อนนำเข้าจริงและบอกแถวที่ต้องแก้ ส่วนประวัติการรักษาย้อนหลังแต่ละครั้งยังนำเข้าเป็นรายการไม่ได้ ให้ใช้วิธีแนบภาพสแกนตามหัวข้อก่อนหน้า
ข้อมูลเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทยและสำรองฐานข้อมูลทุกคืน ทุกแพ็กเกจมีเวชระเบียน ICD-10 และ Migration Center ราคาเริ่มที่ ฿990 ต่อเดือน รวม VAT แล้ว

โปรแกรมเวชระเบียนฟรี ใช้ได้ไหม
ใช้ได้ ถ้าผู้ให้บริการตอบสามข้อนี้ได้ก่อนใส่ข้อมูลคนไข้จริง ข้อแรก ข้อมูลเก็บไว้ที่ประเทศไหนและใครเข้าถึงได้ ข้อสอง ถ้าวันหนึ่งอยากย้ายออก ส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์แบบไหนได้ ข้อสาม ถ้าผู้ให้บริการเลิกทำ บันทึกที่ต้องเก็บ 5 ปีจะไปอยู่ที่ไหน เพราะหน้าที่ตาม PDPA และตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลไม่ได้อยู่ที่ผู้ให้บริการ อยู่ที่คลินิกต่างหาก
SyncEdge Clinic ไม่มีแพ็กเกจฟรี มีทดลองใช้ 2 เดือนเต็มชุดตามแพ็กเกจที่เลือก ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต พอให้นำรายชื่อคนไข้จริงเข้าไปลองบันทึกการตรวจสักสัปดาห์ก่อนตัดสินใจ
เช็กก่อนย้ายเวชระเบียนเข้าโปรแกรม
- บัตรคนไข้มีครบ 8 รายการตามกฎกระทรวง โดยเฉพาะเลขบัตรประชาชนและลายมือชื่อผู้รักษา
- รู้ว่าบัตรชุดไหนยังไม่ครบ 5 ปีนับแต่วันที่จัดทำ และต้องเก็บต่อ
- รายชื่อคนไข้อยู่ใน Excel แล้ว หรือมีคนรับผิดชอบพิมพ์ลง Excel
- คัดประวัติแพ้ยาและโรคประจำตัวของคนไข้ที่ยังมาอยู่ลงระบบครบแล้ว
- ตกลงวันเลิกเขียนบัตรกระดาษกันแล้ว
- ถามผู้ให้บริการแล้วว่าข้อมูลเก็บที่ไหน สำรองบ่อยแค่ไหน และส่งออกเป็นไฟล์แบบไหนได้
- ถามแล้วว่ามีข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลตาม PDPA มาตรา 40 ให้เซ็นไหม
- กำหนดแล้วว่าพนักงานแต่ละคนเห็นข้อมูลคนไข้ได้แค่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
OPD card คืออะไร
OPD card คือบัตรผู้ป่วยนอก บันทึกข้อมูลคนไข้และการรักษาแต่ละครั้งที่มาคลินิกโดยไม่ได้นอนพัก กฎกระทรวงปี 2545 กำหนดให้มีอย่างน้อย 8 รายการ ได้แก่ ชื่อสถานพยาบาล HN วันที่มารับบริการ ข้อมูลส่วนตัวรวมเลขบัตรประชาชน ประวัติอาการและผลตรวจ การวินิจฉัย การรักษา และลายมือชื่อผู้รักษา
OPD card หรือประวัติคนไข้ ต้องเก็บกี่ปี
อย่างน้อย 5 ปีนับแต่วันที่จัดทำ ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 35 (3) และกฎกระทรวงปี 2545 ข้อ 6 และต้องอยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้ตลอดช่วงนั้น ผู้ที่ไม่ทำตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เก็บเวชระเบียนในคอมพิวเตอร์แทนกระดาษได้ไหม
ได้ กฎกระทรวงปี 2545 ข้อ 6 ให้บันทึกด้วยคอมพิวเตอร์หรือวิธีอื่นที่เปิดดูได้ แต่กฎกระทรวงปี 2558 ข้อ 3 (1) กำหนดว่าถ้าเก็บในคอมพิวเตอร์ ต้องมีระบบสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย ไฟล์ Excel ในเครื่องเดียวที่ไม่เคยสำรองจึงไม่พอ
สแกนบัตรคนไข้แล้ว ทิ้งบัตรกระดาษได้เลยไหม
แนะนำให้เก็บบัตรกระดาษไว้จนครบ 5 ปีนับแต่วันที่จัดทำก่อน แม้จะสแกนแล้ว ภาพสแกนช่วยให้หมอเปิดดูประวัติได้เร็ว แต่การทำลายต้นฉบับก่อนครบกำหนดเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น บัตรที่ครบ 5 ปีแล้วค่อยทำลายด้วยวิธีที่อ่านต่อไม่ได้ เช่น เครื่องทำลายเอกสาร
เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) ต่างจาก HIS ยังไง
EMR คือเวชระเบียนในรูปอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งประวัติ การวินิจฉัย และการรักษาของคนไข้ ส่วน HIS คือระบบงานของทั้งโรงพยาบาล ที่รวมเวชระเบียนเข้ากับการเงิน คลังยา ห้องแล็บ และหอผู้ป่วยใน คลินิกส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้ HIS เต็มรูป โปรแกรมคลินิกที่มีเวชระเบียน การเงิน และคลังยาอยู่ในระบบเดียวก็พอ
มีโปรแกรมเวชระเบียนฟรีไหม
มีทั้งแบบฟรีจริงและแบบทดลองใช้ ก่อนใส่ข้อมูลคนไข้จริงควรถามว่าข้อมูลเก็บที่ประเทศไหน ใครเข้าถึงได้ และส่งออกเป็นไฟล์แบบไหนได้ เพราะหน้าที่ตาม PDPA อยู่ที่คลินิก SyncEdge Clinic ไม่มีแพ็กเกจฟรี มีทดลองใช้ 2 เดือนโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต และแพ็กเกจเริ่มที่ ฿990 ต่อเดือน รวม VAT แล้ว
ย้ายข้อมูลคนไข้จาก Excel เข้าโปรแกรมได้ไหม
ได้ จัดคอลัมน์ให้ตรงกับเทมเพลตก่อน เช่น ชื่อ นามสกุล วันเกิด เบอร์โทร และ HN เดิม SyncEdge Clinic นำเข้าไฟล์ Excel หรือ CSV ผ่าน Migration Center ได้ทุกแพ็กเกจ ตรวจทุกแถวก่อนนำเข้าและเก็บ HN เดิมไว้ค้นต่อ ส่วนประวัติการรักษาย้อนหลังแต่ละครั้งยังนำเข้าเป็นรายการไม่ได้ ให้สแกนแล้วแนบเป็นไฟล์แทน